beckmeng

รักษาหลุมสิวด้วยการตัดพังผืดหลุมสิว (Subcision)

รักษาหลุมสิวด้วยการตัดพังผืดหลุมสิว (Subcision)

  การตัดพังผืดหลุมสิวหรือที่เรียกว่า subcision นั้น เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ในการรักษาหลุมสิวนอกเหนือจากการใช้เลเซอร์หรือการฉีดยากระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังซึ่งในปัจจุบันได้พัฒนาเทคนิคขึ้นไปมาก ที่มิ่งขวัญคลินิกเราจึงได้สร้างเครื่องมือตัดพังผืดขึ้นมาโดยเฉพาะและผสมผสานเทคนิคการตัดพังผืดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ในบทความนี้จะพูดถึงรายละเอียดการตัดพังผืดว่าคืออะไร มีวิธีทำอย่างไร

พังผืดหลุมสิวคืออะไร

  • คำว่าพังผืดในทางการแพทย์จะเรียกว่า fibrosis
  • เป็นภาวะที่เนื้อเยื่อหรือผิวหนังเมื่อได้รับบาดแผลลึก (เช่น แผลผ่าตัด) หรือเกิดการอักเสบรุนแรง (เช่น สิวอักเสบเม็ดใหญ่) จะกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซ่มตัวเองและสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่แต่มีการจัดเรียงตัวผิดปกติ
  • ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดการแข็งตัวและมีการดึงรั้งของแผล
  • ในชีวิตจริงคนไข้น่าจะเคยเห็นแผลเป็นขนาดใหญ่จะมีลักษณะแข็งๆ ข้างใต้ผิวหรือตอนที่รับประทานเนื้อสัตว์แล้วเคี้ยวโดนบริเวณแข็งๆ โดยก้อนแข็งๆ ดังกล่าวก็คือพังผืดทั้งสิ้น
  • ในกรณีที่มีสิวอักเสบขนาดใหญ่ที่มีโพรงหนองข้างใต้ เมื่อสิวหายดีผิวหนังจะยุบตัวบริเวณที่เป็นโพรงและเมื่อมีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อใต้ผิวจะเกิดพังผืดรั้งผิวด้านบนไว้ ทำให้เห็นหลุมสิว
กลไก สิว
รูปชิ้นเนื้อแสดงให้เห็นว่ามีคอลลาเจนผิดปกติ (สีน้ำเงิน) บริเวณใต้ต่อหลุมสิวซึ่งก็คือพังผืดที่ไปรั้งผิวด้านบน

พังผืดเริ่มเกิดขึ้นเมื่อไร

  ตั้งแต่ 1 เดือนแรกหลังเกิดหลุมสิวจะเริ่มเกิดการสร้างพังผืดขึ้นมา พังผืดจะมีใหญ่และแข็งขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา เมื่อผ่านไป 6-12 เดือนพังผืดจะมีความแข็งมากและยากต่อการรักษาหลุมสิว มีวิธีสังเกตุง่ายๆ จากสีของหลุมสิว หากหลุมสิวยังสีแดงชมพูจะเป็นหลุมสิวใหม่รักษาไม่ยากแต่เมื่อหลุมสิวสีผิวเป็นปกติแล้วจะเป็นหลุมสิวเก่ามีพังผืดข้างใต้มากซึ่งยากต่อการรักษา

รักษาหลุมสิวต้องตัดพังผืดหรือ subcision ทุกหลุมไหม

  ขึ้นกับหลายปัจจัยดังนี้
  • เป็นหลุมสิวใหม่หรือเก่า ถ้าเป็นหลุมใหม่ก็ยังไม่จำเป็นต้องตัดพังผืด สามารถใช้เครื่องมือกลุ่มเลเซอร์อย่างเดียวรักษาได้เลย แต่ถ้าเป็นหลุมเก่าก็ควรตัดพังผืดร่วมด้วย
  • ตำแหน่งของหลุมสิว เช่น บริเวณแก้มจะเป็นบริเวณที่ง่ายและปลอดภัยต่อการตัดพังผืด ในขณะที่บริเวณหน้าผากหรือจมูกเป็นที่มีความเสี่ยงและผิวหนังบาง จะไม่ค่อยคุ้มที่จะตัดพังผืดนัก (ทั้งนี้ขึ้นกับวิจารณญาณของแพทย์ว่าสมควรทำหรือไม่)

ดูรูปรีวิว
รักษาหลุมสิวเพิ่มเติม

การทำ subcision ทำอย่างไร

  • หลักการคือใช้เครื่องมือสอดผ่านผิวหนังชั้นบนแล้วเข้าไปเซาะหรือตัดพังผืดที่อยู่ใต้หลุมสิว ขณะที่ทำการตัดพังผืดคนไข้จะได้ยินเสียง snap sound ที่มีเสียงเหมือนมีอะไรขาดจากกัน หลังจากตัดพังผืดเสร็จ หลุมสิวจำนวนนึงมักจะยกตัวขึ้นมา ทั้งนี้การตัดพังผืดจะได้ประสิทธิภาพแค่ไหนขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของหลุมสิว เครื่องมือที่ใช้ในการตัดพังผืด เทคนิคในการตัดพังผืดและระยะเวลาที่ใช้ในการตัดพังผืด
  • เครื่องมือในการตัดพังผืดที่นิยมในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ
  1. เข็มแหลม เป็นการใช้เข็มเจาะเลือกมาดัดแปลงส่วนปลายให้มีลักษณะเหมือนใบมีด ข้อดีของเครื่องมือนี้คือตัดพังผืดได้ดีมาก แต่ก็ให้เกิดเลือดออกได้มาก ทำให้เกิดรอยช้ำเป็นเวลานานและหากตัดพังผืดโดยไม่ระมัดระวังก็อาจทำให้ไปทำอันตรายต่อเส้นประสาท ท่อน้ำลาย หรือกล้ามเนื้อหน้าได้
  2. เข็มทู่ เป็นการใช้เข็ม cannula ที่มักนำมาใช้ในการฉีดฟิวเลอร์/สารเติมเต็ม/สารกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ข้อดีของเข็มชนิดนี้คือมีความปลอดภัยต่อเส้นประสาท ท่อน้ำลาย หรือกล้ามเนื้อใบหน้ามากกว่าเครื่องมือตัวอื่น แต่ความสามารถในการตัดพังผืดจะน้อยสุด
  3. เครื่องมือพิเศษ ที่นำข้อดีของเข็มแหลมและเข็มทู่เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยเครื่องมือชนิดนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อตัดพังผืดโดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องสั่งซื้อนำเข้ามาจากต่างประเทศ ข้อดีของเครื่องมือหลุ่มนี้คือตัดพังผืดได้ดี เกิดรอยช้ำน้อย และมีความเสี่ยงต่ำต่อการไปทำอันตรายเส้นประสาท ท่อน้ำลายหรือกล้ามเนื้อใบหน้า (เมื่อใช้เทคนิคการผ่าตัดถูกต้อง)
  ที่มิ่งขวัญคลินิกเราออกแบบเครื่องมือพิเศษสำหรับการตัดพังผืดและนำมาจากประเทศอเมริกาโดยตรง ทำให้สามารถตัดพังผืดใบหน้าได้ดี เกิดรอยช้ำน้อย ทำให้หลุมสิวตื้นได้ดีขึ้น
หลักการ ตัดพังผืด subcision
คลิปแสดงวิธีตัดพังผืดชั้นลึก หากเปิดเสียงจะได้ยินเสียง Snap sound ที่ลักษณะพังผืดฉีกขาดออกจากกัน

การตัดพังผืดมีกี่ชั้น

  • ต้องเข้าใจก่อนว่าผิวหนังเรามี 3 ชั้น ประกอบไปด้วย 1. ชั้นหนังกำพร้าที่มีความหนาน้อยมาก (น้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร) เป็นชั้นที่มีการผลัดผิวสร้างขี้ไคล 2. ช้้นหนังแท้ซึ่งเป็นชั้นที่มีความแข็งแรงมากทำหน้าที่ปกป้องห่อหุ้มร่างกาย 3. ช้้นไขมันใต้ผิว
  • พังผืดหลุมสิวจะเกิดเฉพาะบริเวณชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อของชั้นหนังแท้และชั้นไขมันจะมีพังผืดมากเป็นพิเศษ
  • ปัจจุบันยังไม่มีการนิยามว่าการตัดพังผืดมีกี่ชั้น จึงขึ้นกับแพทย์หรือคลินิกจะต้้งกันเอง (จะ 3 ชั้น 5 ชั้น 10 ช้้นหรือ 100 ชั้นก็ได้ ขึ้นกับคำอธิบายและเหตุผลทางการตลาด) สำหรับมิ่งขวัญคลินิกเราจะทำการตัดพังผืดชั้นตื้น (บริเวณชั้นหนังแท้และรอยต่อช้้นไขมัน) และชั้นลึกที่อยู่ในชั้นไขมัน โดยใช้เครื่องมือตัดคนละชนิดกันเพื่อประสิทธิภาพในการตัดที่ดีที่สุด

รีวิวการตัดพังผืดหลุมสิว

  ผลลัพธ์การตัดพังผืดขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่
  • ประเภทหลุมสิว โดยหลุมสิวลูกคลื่น (rolling scar) จะได้ผลดีสุด
  • อายุคนไข้ ยิ่งอายุน้อยผลลัพธ์มักจะดีกว่า
  • ความหนาและปริมาณพังผืด
  • เทคนิคและเครื่องมือในการผ่าตัด
  • การผสมผสานวิธีการรักษาหลุมสิวอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย เช่น เลเซอร์หรือการฉีดยากระตุ้นการสร้างคอลลาเจน มักจะทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้น

  ***ผลลัพธ์ขึ้นกับแต่ละบุคคล*** ***ไม่ได้ใช้ photoshop ในการตกแต่งหลุมสิว***

รีวิว ตัดพังผืด หลุมสิว subcision
รูป 1 – Double lasers and double subcisions จำนวน 1 ครั้ง
**สังเกตว่าแม้บริเวณหน้าผากที่รักษาหลุมได้ยากก็สามารถทำให้หลุมตื้นขึ้นได้ถ้าใช้เทคนิคการตัดหลุมสิวที่ถูกต้อง
รีวิว ตัดพังผืด หลุมสิว subcision2
รูป 2 – Double lasers and double subcisions จำนวน 1 ครั้ง
รีวิว ตัดพังผืด หลุมสิว subcision3
รูป 3 – Double lasers and double subcisions
รีวิว ตัดพังผืด หลุมสิว subcision4
รูป 4 – เลเซอร์และตัดพังผืดจำนวน + ฉีด PN

ตัดพังผืดแล้วควรทำเลเซอร์หรือฉีดยากระตุ้นคอลลาเจนร่วมด้วยไหม

  แนะนำให้ทำร่วม เพราะการตัดพังผืดอย่างเดียวไม่สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตรงหลุมสิวได้ หลุมสิวจะไม่หนาตัวหรือตื้นขึ้นมาได้ดีเท่าที่ควร

ดูรูปรีวิว
รักษาหลุมสิวเพิ่มเติม

ราคาในการตัดพังผืด

  คงต้องยกตัวอย่างการทำจมูกที่มีหลายราคาตั้งแต่เกือบหมื่นจนถึงห้าหกแสนโดยขึ้นกับเทคนิคและระยะเวลาผ่าตัด ราคาของการตัดพังผืดก็เช่นเดียวกันที่ขึ้นกับเทคนิค เครื่องมือตัดพังผืด และระยะเวลาตัดพังผืด (มีต้้งแต่ใช้เวลา 3-5 นาทีจนไปถีง 30-60 นาที) โดยปัจจุบันราคามักจะอยู่หลักพันต้นๆ จนถึงราคาหลักหมื่นบาท ทั้งนี้แนะนำคนไข้เข้าไปคุยกับแพทย์ที่คลินิกโดยตรงเพื่อสอบถามหลายละเอียดเหล่านี้เพิ่มเติม

  • ค่าใช้จ่ายตัดพังผืดที่คลินิกมิ่งขวัญด้วยเทคนิค Double subcisions
    ทั่วหน้า: 7,900 บาท
    แก้ม 2 ข้าง: 5,900 บาท
    ขมับ: 2,500 บาท
  • กรณีที่ทำเลเซอร์และฉีดยากระตุ้นหลุมสิวร่วมด้วยสามารถเข้าไปดูราคาได้ที่หน้านี้ >>> Double lasers and subcisions

รักษาหลุมสิวด้วยการตัดพังผืดหลุมสิว (Subcision) Read More »

รักษาสิวอย่างไรโดยไม่กินยา?

รักษาสิวโดยไม่กินยา ทำได้ไหม?

  ในปัจจุบันการรักษาสิวโดยไม่กินยามีความเป็นไปได้มากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่การรักษาสิวโดยไม่กินยาทำได้ยากและมีข้อจำกัดอยู่เฉพาะกรณีที่เป็นสิวเล็กน้อยหรือสิวจากเครื่องสำอางค์ที่ไม่รุนแรงเท่านั้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรักษาสิวโดยไม่พึ่งยาทานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น คือ การพัฒนาของยาทาชนิดใหม่ เครื่องเลเซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดต่อมไขมันและสิวโดยเฉพาะ รวมถึงการใช้คลื่นความถี่วิทยุ (monopolar RF) ซึ่งช่วยลดขนาดของต่อมไขมันให้เล็กลง ทำให้สิวลดลงโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์บ่อยครั้ง และในบางรายอาจหายขาดจากสิวได้เลยทีเดียว

ทำไมถึงต้องกินยารักษาสิว?

  เราต้องรู้ก่อนว่ายากินรักษาสิวแบ่งออกเป็น

  1. ยากินแบบชั่วคราว เช่น ยาฆ่าเชื้อ แพทย์จะสั่งให้เมื่อมีสิวอักเสบจำนวนมากและหยุดให้เมื่อสิวอักเสบดีขึ้น โดยทั่วไปจะให้ทาน 1-2 สัปดาห์ ในกลุ่มยาประเภทนี้แนะนำให้คนไข้กินยาเพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงและกินเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ถ้ามีเหตุผลที่ไม่สามารถกินยาได้ก็เปลี่ยนวิธีเป็นเลเซอร์หรือ monopolar RF pen ที่จะกล่าวถึงในบทความข้างล่างค่ะ
  2. ยากินอีกจำพวก เช่น ยาลดการทำงานของต่อมไขมัน ยาคุมกำเนิด หรือยาที่ลดการทำงานของฮอร์โมนเพศชาย ยาเหล่านี้นำมาใช้เฉพาะคนที่เป็นสิวรุนแรงหรือสิวฮอร์โมนที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งยาในกลุ่มนี้แหละที่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากกินเนื่องจากต้องกินยาติดต่อเป็นเวลานานหลายเดือน
  • แพทย์มีเกณฑ์ในการให้ยารักษาสิวโดยสงวนไว้ใช้ในการรักษาสิวที่รุนแรง สิวที่ควบคุมไม่ได้ด้วยการใช้ยาทาเพียงอย่างเดียวหรือเป็นสิวเรื้อรังที่เราไม่สามารถกำจัดสาเหตุสิวได้ก็จำเป็นที่จะต้องกินยา โดยยาที่ให้ในคนไข้เหล่านี้เป็นพวกยาลดการทำงานของต่อมไขมัน หรือยาคุมกำเนิดซึ่งขึ้นกับวิจารญาณของแพทย์ที่ให้การรักษา
  • เหตุที่ต้องให้กินยาเนื่องจากหากปล่อยให้สิวรุนแรงต่อไปจะทำให้มีสิวอักเสบจำนวนมากและเกิดเป็นหลุมสิวที่ยากต่อการรักษา
  • การหาสาเหตุของสิวเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จากประสบการณ์ของหมอในคนไข้ที่หาสาเหตุได้จะทำให้รักษาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างมาก บางคนแค่ใช้ยาทาเพียง 2-4 สัปดาห์แล้วสิวหายสนิทไปเลยก็มี สำหรับสาเหตุของสิวสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ค่ะ >>> สาเหตุของสิว

รักษาสิว
ไม่กินยา

แล้วกรณีไหนที่ห้ามกินยาหรือต้องไม่กินยา

  • ในกลุ่มสิววัยรุ่น เนื่องจากยาทำให้กระดูกหยุดการเจริญเติบโตหรือพูดง่ายๆ ว่าทำให้หยุดสูง หรือไปรบกวนฮอร์โมนเพศซึ่งอาจทำให้ไปการเจริญเติบโตของร่างกายผิดปกติไป
  • ในผู้หญิงที่วางแผนจะมีบุตร เนื่องจากยาเหล่านี้ทำให้ทารกในครรภ์ผิดปกติ มีเพศกำกวม เกิดการแท้งบุตร หรือการกินยาคุมกำเนิดก็ไม่สามารถทำให้ตั้งครรภ์ได้
  • เมื่อมีอาการแพ้ยาดังกล่าว
  • มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคตับ โรคไต ไขมันในเลือดสูง หรือมีประวัติครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งเต้านม

รักษาสิวโดยไม่กินยา ด้วยยาทาและเวชสำอางค์

  การรักษาสิวด้วยยาทาและเวชสำอางค์นับเป็นวิธีหลักที่แพทย์นำมาใช้เป็นอันดับแรก เพราะเป็นวิธีที่ประหยัด สามารถใช้ได้ต่อเนื่อง ค่อนข้างปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยหรือไม่มีเลย และคนไข้ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาคลินิก/โรงพยาบาลเพื่อมารักษาบ่อยๆ

  • ยาทารักษาสิวมีหลายชนิดมาก เช่น ยากลุ่มผลัดลอกผิว ยากลุ่มวิตามินเอ ยาฆ่าเชื้อ ยาทารักษาสิวฮอร์โมน และในปัจจุบันมียาทาชนิดใหม่ๆ เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง (โดยเฉพาะในต่างประเทศ) ที่มิ่งขวัญคลินิกมียาทา 7 ชนิดที่นำมาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับผิวหน้าและสาเหตุสิวของคนไข้แต่ละคน
  • กลุ่มเวชสำอางค์สำหรับสิว คือ กลุ่มเครื่องสำอางค์ที่ทำไว้สำหรับผิวของคนไข้ที่เป็นสิว โดยมีส่วนผสมของสารผลัดเซลล์ผิวหรือไม่มีสารกระตุ้นสิว แต่อย่างไรก็ประสิทธิภาพในการรักษาสิวของกลุ่มเวชสำอางค์ก็ไม่สามารถเทียบได้กับยารักษาสิว
  • การเลือกใช้ยาและเวชสำอางค์ให้เหมาะสมกับสาเหตุของสิวและสภาพผิวของคนไข้มีส่วนสำคัญมาก กลุ่มคนผิวมันและผิวแข็งแรงจะเหมาะกับกลุ่มยาหรือเวชสำอางค์แบบนึง ในขณะที่คนผิวแห้งผิวแพ้ง่ายก็จะเหมาะกับยาหรือเวชสำอางค์อีกประเภทนึง จึงไม่สูตรตายตัว

รักษาสิวด้วยเลเซอร์

รักษาสิว เลเซอร์   ในปัจจุบันมีการนำเลเซอร์มาใช้ในการรักษาปัญหาผิวหน้าหลายชนิด เช่น ริ้วรอย รอยแดง รอยดำ รวมถึงหลุมสิว แต่มีเลเซอร์เพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถรักษาสิวได้โดยตรง โดยการทำลายต่อมไขมันที่เป็นต้นเหตุของสิว ทำให้ผิวหน้ามันน้อยลง และเกิดสิวใหม่ได้ยากขึ้น ทว่า เนื่องจากเป็นเครื่องเลเซอร์เฉพาะทาง คลินิกส่วนใหญ่จึงมักไม่มีเครื่องชนิดนี้
  • เลเซอร์รักษาสิวใช้ความยาวคลื่นที่จำเพาะต่อน้ำมัน ทำให้เกิดความร้อนที่ต่อมไขมัน ส่งผลให้ต่อมไขมันฝ่อลง
  • ผลลัพธ์สามารถเห็นได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ส่วนใหญ่แนะนำให้ทำ 3-6 ครั้ง
  • คนไข้จะรู้สึกอุ่นๆ บริเวณผิวหน้าระหว่างทำ ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บจึงไม่จำเป็นต้องแปะยาชาทาก่อนทำ

ใช้ Monopolar RF Pen ทำให้สิวยุบโดยไม่ต้องกินยา

Acgen monopolar RF   เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือรักษาสิวโดยตรง หลักการของ Monopolar RF Pen คือเครื่องจะปล่อยคลื่นวิทยุหรือ Radiofrequency (RF) ผ่านหัวเข็มพิเศษขนาดเล็กลงสู่ต่อมไขมันจุดที่มีปัญหาโดยตรง ทำให้ต่อมไขมันจุดนั้นฝ่อ ลดการขับน้ำมัน จบปัญหาสิวจากต้นตอ
  • เหมาะสำหรับสิวที่เป็นเรื้อรังและเป็นบริเวณเดิมซ้ำๆ โดยทั่วไปสิวประเภทนี้มักมีความผิดปกติของรูขุมขนทำให้เกิดสิวซ้ำๆ
  • สิวที่โดนรักษาจะมีขนาดเล็กลง ผลิตน้ำมันหรือสิวได้น้อยลง
  • ไม่ทำให้ผิวแห้ง จึงเหมาะกับสิวที่เกิดกับคนไข้ผิวแห้ง
  • แนะนำทำเดือนละครั้งต่อเนื่องกัน 3-5 ครั้ง
  • รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถกดเข้าไปอ่านที่ >>> บทความ Monopolar RF

การรักษาแบบหลายเทคนิคผสมผสานกัน

  จะเห็นได้่ว่าปัจจุบันมีทั้งยาทาและเครื่องมือในการรักษาสิวมากขึ้น ทางคลินิกจึงได้ผสมผสานการรักษาเข้าด้วยกันเพื่อประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้นและเกิดข้างเคียงน้อยที่สุด แต่การเลือกวิธีการรักษาเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องเข้าใจสาเหตุของสิวและสภาพผิวหน้าของคนไข้ก่อนเพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุดกับคนไข้ในแต่ละคน กรณีที่คนไข้ไม่ทราบว่าจะรักษาสิวอย่างไรดี แนะนำให้เข้ามาตรวจกับแพทย์ที่คลินิกก่อนได้ค่ะ

รักษาสิว
ไม่กินยา

ตัวอย่างคนไข้รักษาสิวที่ไม่กินยาแต่สิวก็ดีขึ้นได้

คนไข้ รักษาสิว ไม่กินยา
รูป 1 – เลเซอร์รักษาสิวและยาทา
คนไข้ รักษาสิว ไม่กินยา
รูป 2 – เลเซอร์รักษาสิวและ Monopolar RF Pen

รักษาสิวอย่างไรโดยไม่กินยา? Read More »

พิโคพลัส (PicoPlus) แนวหน้าพิโคเลเซอร์ Picolaser

พิโคพลัส PicoPlus หนึ่งในเครื่องพิโคเลเซอร์ (Pico laser) ที่ช่วยให้ผิวเนียน ละเอียดและแก้รอยดำ

  ช่วงเวลานี้พิโคเลเซอร์ (Pico laser) ถือได้ว่าอยู่ในกระแสที่ดังมากในวงการความงาม เกือบทุกคนที่เล่นโซเชียลต้องได้เห็นโฆษณาเกี่ยวกับเลเซอร์ตัวนี้อย่างแน่นอน ทางมิ่งขวัญคลินิกก็ขอเอี่ยวไปกับกระแสนี้ด้วยเครื่องพิโคพลัส PicoPlus ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องชั้นแนวหน้าของตระกูล Pico laser หลายท่านคงอยากทราบว่าเจ้าพิโคเลเซอร์นี้มันมีดีอะไรถึงโฆษณากันเยอะจัง และเจ้า PicoPlus มันมีดีอะไรถึงเป็นเครื่องระดับแนวหน้า สามารถอ่านได้ข้างล่างนี้ค่ะ

Picosecond Laser หรือ พิโคเลเซอร์ (Pico Laser) คืออะไร?

  นวัตกรรมเลเซอร์ที่ปฏิวัติวงการเลเซอร์ผิวหนัง พัฒนาต่อยอดให้ดีกว่าเลเซอร์ระบบเดิม โดยสามารถปล่อยพลังงานออกมาแบบสั้นมากๆ คือ 1 ในล้านล้านวินาที ทำให้ใช้พลังงานในการรักษาได้สูงมากส่งผลให้เม็ดสีแตกตัวอย่างละเอียดโดยที่ความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยมากๆ จึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าจำนวนครั้งในการรักษาน้อยกว่า เจ็บน้อยกว่า ผลข้างเคียงน้อยกว่า

Picosecond Laser หรือ Pico Laser (ระบบใหม่) ต่างจาก Q-switch Laser (ระบบเก่า) อย่างไร?

พิโคเลเซอร์ pico Qs-switch laser   Picosecond laser สามารถยิงด้วยพลังงานที่สูงกว่า Q-switch laser มากด้วยความเร็วในการยิงที่สั้นกว่า Q-switch laser ถึง 1,000 เท่า เม็ดสีแตกตัวได้ละเอียดมากกว่า โดยที่ไม่ทำให้เกิดความร้อนสะสมในบริเวณเนื้อเยื่อข้างเคียง ส่งผลให้ผลลัพธ์ในการรักษาดีกว่ามาก ใช้เวลาหรือจำนวนครั้งในการทำน้อยกว่า เจ็บน้อยกว่าและผลข้างเคียงน้อยกว่า เรียกว่าดีกว่าระบบเดิมทุกด้าน พิโคพสัส picoplus MLA fractional

  นอกจากนี้พิโคเลเซอร์ (Pico laser) มีการออกแบบเลนส์ชนิดพิเศษเรียกว่า microlens array ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดฟองอากาศเล็กๆใต้ผิวหนังมากมาย ทำให้สามารถกระตุ้นการซ่อมแซมและการสร้างคอลลาเจนได้ จึงสามารถนำมาใช้ในการรักษาหลุมสิว แผลเป็น และริ้วรอยตื้นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โปรโมชั่น
Pico laser

พิโคเลเซอร์ใช้รักษาอะไรบ้าง?

รักษา พิโคเลเซอร์ pico laser   สามารถรักษาได้ 2 กลุ่มคือ
  1. ปัญหาเม็ดสี (Pigment problem) ได้แก่ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ฝ้า กระ รอยดำรอยสัก
  2. ปัญหาพื้นผิวที่ไม่เรียบเนียน (Texture problem) ได้แก่ รูขุมขนกว้าง หลุมสิว ผิวไม่เรียบเนียน แผลเป็น ริ้วรอยตื้น รอยแตกลาย

พิโคเลเซอร์ (Pico laser) ต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผลลัพธ์? ทำห่างกันกี่อาทิตย์?

  • ปัญหาสีผิวคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ต้องทำ 2-6 ครั้ง ทำห่างกัน 2-4 อาทิตย์
  • ปัญหากระแดด กระตื้น ต้องทำ 1-3 ครั้ง ทำห่างกัน 4-6 อาทิตย์
  • ปัญหาฝ้า ต้องทำเลเซอร์ 4-10 ครั้ง ทำห่างกัน 2-4 อาทิตย์
  • ปัญหาจุดด่างดำ รอยสิว ต้องทำเลเซอร์ 2-6 ครั้ง ทำห่างกัน 2 อาทิตย์
  • ปัญหากระลึก ต้องทำเลเซอร์อย่างน้อย 5-6 ครั้งขึ้นกับความเข้ม ทำห่างกัน4-6 อาทิตย์
  • ปัญหารูขุมขนกว้าง ต้องทำเลเซอร์ 3-5 ครั้ง ทำห่างกัน 1 เดือน
  • ปัญหาหลุมสิว แผลเป็น รอยแตกลาย ต้องทำเลเซอร์ประมาณ 4-10 ครั้งขึ้นกับความรุนแรง ความลึกของหลุมสิว ทำห่างกัน 1 เดือน
  • ปัญหารอยสัก จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของสีที่ใช้ในการสักและความลึกในการสัก ทำห่างกัน 4 อาทิตย์

ทำไมมิ่งขวัญคลินิกถึงเลือกใช้เครื่องพิโคพลัส (PICOPLUS) ในการรักษาคนไข้ของเรา?

พิโคพลัส picoplus
  • PICOPLUS เป็นเลเซอร์ Picosecond Laser แท้ 1 ใน 5 แบรนด์ ที่ได้รับมาตรฐานและผ่านการรับรองจากประเทศสหรัฐอเมริกา (USFDA) ผลิตจากบริษัท Lutronics ที่เป็นบริษัทผลิตเลเซอร์ชั้นนำระดับโลก
  • PICOPLUS เป็น Picosecond Laser ที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นแรกทำให้มีระยะปล่อยพลังงานสั้นกว่า (450 ps) รวมถึงมีปล่อยพลังงานสูงสุดได้สูงที่สุดถึง 1.8 GW นอกจากนี้ยังสามารถยิงออกมาได้ถึง 4 ช่วงคลื่นได้แก่ 532, 595, 660 และ 1064 ทำให้สามารถตอบโจทย์ปัญหาเรื่องเม็ดสีได้ทุกสี
  • หัวยิง Micro lens array ของ PICOPLUS ที่ใช้ในการยิงเลเซอร์เพื่อรักษาเรื่องปัญหาผิวไม่เรียบเนียน สามารถปรับความลึกในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ถึง 3 ความลึก
  • PICOPLUS เป็นเครื่องที่มีงานวิจัยในคนเอเชียมากที่สุด
  • PICOPLUS เป็นเครื่องมือในการดูแลผิวที่ถือว่าปฏิวัติการรักษาผิวพรรณเราอยากให้คนไข้ของเราได้รับผลการรักษาที่ดี มีประสิทธิภาพสูงสุด

พิโคพลัส (PICOPLUS) ที่มิ่งขวัญคลินิก มีกี่โปรแกรมการรักษา?

  • PICOPLUS Bright and Rejuvenation (B&R)
    • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับผิวให้ขาวใส สีผิวสม่ำเสมอ ผิวอิ่มฟู ลบเลือนฝ้าและรอยดำ
    • ไม่ต้องพักหน้า หน้าไม่แดงช้ำหลังทำ
    • ทำทุก 2-4 อาทิตย์
  • PICOPLUS Scarless and Poreless (S&P)
    • เหมาะสำหรับผู้มีขุมขนกว้าง หลุมสิว แผลเป็น ผิวไม่เรียบเนียน
    • หลังรักษาจะรอยจ้ำหรือเกิดจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง (petechiae) ในจุดที่เป็นหลุมลึกจะมีการช้ำ (purpura) ซึ่งรอยจะหายได้เอง โดยเฉลี่ย 3-7 วัน
    • ทำทุก 4-6 อาทิตย์
  • PICOPLUS Tattoo
    • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลบรอยสัก โดย PICOPLUS สามารถทำได้ทุกสีเพราะมีหัวยิงที่หลากหลาย
    • ทำทุก 4-6 อาทิตย์
  • PICOPLUS Pink Lip
    • เหมาะสำหรับผู้มีริมฝีปากคล้ำ
    • ทำทุก 2-4 อาทิตย์
  • PICOPLUS Pigment
    • เหมาะกับผู้มีปัญหากระตื้น กระลึก
    • หลังรักษาอาจมีจ้ำเลือดหรือสะเก็ดขึ้น ต้องพักหน้า 7-10 วัน
    • ทำทุก 4-6 อาทิตย์

โปรโมชั่น
PicoPlus

PICOPLUS Pico Laser เจ็บหรือไม่?

  • ในโหมดการยิงเพื่อปรับผิวให้ขาวกระจ่างใส รักษาฝ้า ลบเลือนรอยดำคนไข้จะรู้สึกดีดเบาๆที่ผิว (Pain score=1/10) โดยจะเบากว่าการยิงด้วย Q-Switch Laser มาก
  • ในโหมดการยิงเพื่อรักษาหลุมสิว รูขุมขนกว้าง กระตื้น กระลึก รอยสักจำเป็นต้องใช้พลังงานสูงขึ้นในการรักษา จึงต้องมีการทายาชาทิ้งไว้ก่อนเลเซอร์ประมาณ 30-45 นาทีเพื่อให้คนไข้ไม่เจ็บขณะยิงเลเซอร์ (Pain score 3/10)
  • นอกจากนี้ขณะรักษาจะมีการเป่าลมเย็นเพื่อให้คนไข้สบายผิวและได้รับประสบการณ์ที่ดีในการรักษา

ยิงพิโคเลเซอร์หน้าต้องห้อเลือดหรือไม่? แดงกี่วัน?

  ขึ้นกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข
  • การยิงปรับให้ผิวขาวใส รอยดำ ฝ้าจางลง หลังทำอาจมีผิวชมพูเรื่อๆหายเองใน 6-24 ชั่วโมง หน้าไม่แดงช้ำหลังทำ ไม่ต้องพักหน้าสามารถแต่งหน้าได้เลย
  • การยิงรักษารูขุมขนกว้าง หลุมสิว แผลเป็น ผิวไม่เรียบเนียน หลังรักษาผิวจะบวมแดง มีรอยจ้ำหรือเกิดจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง (petechiae) ในจุดที่เป็นหลุมลึกจะมีการช้ำ (purpura) อาการบวมแดงจะค่อยๆลดลงสะเก็ดจะหลุดออกไปเองใน 3-7 วัน

เลเซอร์ทำให้หน้าบางหรือไม่?

  ไม่บางลงเพราะการทำเลเซอร์ Picosecond Laser เป็นการระเบิดเม็ดสีอย่างเฉพาะเจาะจง โดยไม่มีการทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง การทำเลเซอร์จะช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวหนาตัวขึ้นตามปกติแล้วผิวหนังของเราจะมีการสร้างผิวใหม่และผลัดเซลล์ผิวเก่าทุกๆ 28 วัน

พิโคพลัส picoplus ทำเลเซอร์

การเตรียมตัวก่อนมาทำพิโคพลัส (PicoPlus) ต้องทำอย่างไร?

  • หลีกเลี่ยงการโดนแดดจัดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ก่อนทำเลเซอร์
  • แจ้งแพทย์ก่อนทำเลเซอร์เรื่อง
    1. ประวัติยาทานที่ทานอยู่
    2. ประวัติการแพ้ยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งยาชาชนิดทา
    3. โรคประจำตัวเช่นลมชัก ผื่นแพ้แสง เบาหวาน มะเร็งผิวหนัง
    4. ตั้งครรภ์
    5. ประวัติการเป็นเริมซ้ำๆ
    6. ประวัติร้อยไหมทองคำ
  • ควรเลี่ยงการทำเลเซอร์หากมีแผลเปิด แผลถลอกยังรักษาไม่หาย
  • งดเลเซอร์หากเพิ่งฉีดโบทูลินัมท็อกซินหรือฟิลเลอร์มาไม่เกิน 2 อาทิตย์

การดูแลหลังทำพิโคเลเซอร์ (Picolaser) ทำอย่างไร?

  • หลังทำเลเซอร์ “ต้อง” ทาครีมกันแดด SPF อย่างน้อย 30 ทุกวันถึงแม้ไม่ออกแดด ใช้ครีมกันแดดอย่างน้อย 2 ข้อนิ้วในการทาบริเวณผิวหน้า
  • หลีกเลี่ยงการโดนแดดจัดๆอย่างน้อย 2 อาทิตย์ เมื่อออกแดดควรกางร่มหรือใส่หมวกปีกกว้าง
  • หลีกเลี่ยงไอร้อนจัดเช่นการทำซาวน่า การแช่น้ำร้อนอย่างน้อย 2 อาทิตย์หลังเลเซอร์
  • หลีกเลี่ยงการนวดหน้า สครับหน้า การเสียดสีผิวบริเวณที่ทำอย่างน้อย 1 อาทิตย์หลังทำเลเซอร์
  • 5 วันหลังเลเซอร์ ควรทำความสะอาดผิว เช็ดหน้า ล้างหน้าด้วยความอ่อนโยน
  • งดสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารปรับผิวขาว สารผลัดเซลล์ผิวเช่น AHA, BHA, วิตามินเอ 1 อาทิตย์หลังทำเลเซอร์
  • ทายาและทานยาตามแพทย์สั่ง
  • การยิง PICOPLUS Bright and Rejuvenation จะไม่มีสะเก็ด ไม่ต้องพักหน้าสามารถแต่งหน้าหลังทำเลเซอร์ได้เลย
  • การยิง PICOPLUS Scarless and Poreless จะมีการบวมแดง จุดเลือดออกใต้ผิว ซึ่งจะหายไปเองภายใน 3-7 วัน คนไข้ต้องหลีกเลี่ยงแต่งหน้า 1 วันหลังเลเซอร์

พิโคพลัส (PicoPlus) แนวหน้าพิโคเลเซอร์ Picolaser Read More »

Ultracel Q+ เครื่องยกกระชับที่เหนือกว่า HIFU ทั่วไป

Ultracel Q+ เครื่องยกกระชับที่เหนือกว่า HIFU ทั่วไป

  ครั้งนี้เราจะดูเครื่องยกกระชับ HIFU สัญชาติเกาหลีที่มีชื่อว่า Ultracel Q+ ด้วยความที่เครื่องตัวนี้ทำงานได้เร็ว เจ็บน้อย ผลลัพธ์ดีเยี่ยมไม่แพ้เครื่องอื่น จึงเป็นเครื่องที่ฮอตฮิตอย่างมากในเกาหลีใต้ ในบทความนี้ทางมิ่งขวัญคลินิกจึงมาเล่ารายละเอียดให้ทุกท่านได้ทราบว่าเครื่อง Ultracel Q+ มีดีอย่างไร

Ultracel Q+ คืออะไร?

  Ultracel Q+ คือเครื่องยกกระชับผิวเกรดพรีเมี่ยมโดยไม่ต้องผ่าตัดด้วย High Intensity Focus Ultrasound (HIFU) ทำงานโดยการยิงคลื่น Ultrasound (ใช่แล้วค่ะ Ultrasound ที่ใช่ส่องดูทารกในครรภ์หรืออวัยวะภายในช่องท้อง) ลงไปใต้ผิวหนังโดยไม่ส่งผลกระทบต่อผิวชั้นบน แล้วคลื่น Ultrasound เหล่านี้จะไปรวมตัวกันเป็นจุดเสมือนใช้เลนส์นูนรวมแสง ทำให้เกิดความร้อนใต้ผิวลึกๆ จึงทำให้ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิว ทำให้ผิวเต่งตึง ช่วยลดริ้วรอย สลายไขมัน ไม่เกิดแผล ไม่ต้องพักหน้า ผิวไม่บาง ประสิทธิภาพสูงแต่เจ็บน้อยมาก

Ultracel Q+ ดีกว่า HIFU เครื่องยกกระชับตัวอื่นอย่างไร?

  • Ultracel Q+ เป็นเครื่องเกรดพรีเมี่ยมจากประเทศเกาหลีที่ใช้ในโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำทั่วโลก
  • Ultracel Q+ มีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์โดยเทียบกับเครื่อง Ulthera ซึ่งเป็นเครื่องยกกระชับมาตรฐานที่ผ่าน USFDA
  • Ultracel Q+ ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศเกาหลีและไทย
  • Ultracel Q+ พลังงานที่ปล่อยออกมามีพลังงานสูง เสถียรคงที่ ปล่อยพลังงานอย่างแม่นยำ โดยหัวยิงถูกออกแบบมาพิเศษ ทำให้เวลายิงเจ็บน้อย
  • Ultracel Q+ เป็นเครื่องตัวแรกของโลกที่มีหัวยิงชนิดพิเศษที่ยิงพลังงานออกมาเป็นเส้น (Linear Firm) ทำให้ได้พื้นที่ในการรักษามากกว่าระบบจุดสามารถปล่อยพลังงานแบบก้อนพลังงาน (Bulk heating) คล้ายกับเครื่องยกกระชับกลุ่ม Radiofrequency (RF) (ตัวอย่างเครื่องกลุ่มนี้ คือ Thermage)
  • Ultracel Q+ มีหัวยิงถึง 14 หัว ทำให้สามารถรักษาได้ทุกชั้นผิว

ยกกระชับใบหน้า
ด้วย Ultracel Q+

Ultracel Q+ ช่วยอะไรบ้าง?

  Ultracel Q+ ช่วยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้แน่นกระชับ ยกหนังตา ลดริ้วรอยตื้นๆ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินทำให้ผิวดูละเอียดฟูแน่นขึ้น และที่สำคัญที่แตกต่างจาก HIFU อื่นๆ คื่อ ช่วยสลายไขมัน ช่วยเก็บแก้มและเหนียงได้ดีโดยที่ไม่เจ็บมาก

HIFU ตัวนี้เหมาะกับใคร?

Ultracel LIFU ยกกระชับ
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ต้องการยกกระชับผิวหน้าให้เรียวขึ้น
  • ผู้มีปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา หนังตาตก ต้องการยกคิ้วยกขึ้น
  • ผู้มีปัญหาแก้มเยอะ ต้องการสลายไขมันแก้ม
  • ผู้มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด เหนียงเยอะ
  • ผู้ที่ต้องการยกกระชับและสลายไขมันบริเวณลำตัวเช่นต้นแขน หน้าท้อง
  • ผู้ที่ต้องการกระชับรูขุมขน ผิวฟูละเอียด

Ultracel Q+ มีหัวยกกระชับกี่ชนิด? เหมาะกับการรักษาอะไร?

หัวยกกระชับ ชนิด Ultracel

  Ultracel Q+ เป็นเครื่องที่มีหัวยิงมากถึง 14 ชนิด ทำให้สามารถทำการรักษาได้ทุกระดับความลึกของผิวซึ่งแพทย์จะเป็นผู้เลือกหัวยิงให้เหมาะสมกับปัญหาผิว โดยจำนวนหัวยิงทั้ง 14 ชนิดนี้สามารถจัดกลุ่มเป็น 2 รูปแบบ คือ

Dot cartridge (HIFU)

  • หัวยิงชนิดนี้จะส่ง Micro Focused Ultrasound ลงไปใต้ผิวหนัง ที่ระดับความลึก 1.5 mm./2.0 mm./ 3 mm./ 4.5 mm. เกิดเป็นความร้อนจุดเล็กๆ (Local Heating) ระดับ 65 ถึง 70 องศาเซลเซียส ทำให้ชั้น SMAS หดตัว ส่งผลให้ผิวยกกระชับขึ้น

Linear Firm (LIFU)

  • หัวยิง Ultrasound ตัวแรกของโลกที่ยิงเป็นเส้นความร้อน ทำให้ได้พื้นที่ในการรักษามากกว่าแบบจุด ได้ความร้อนแบบ Bulk heating ใช้ในการสลายไขมัน รีจูผิวให้ฟูเต่งตึง ละเอียด

Ultracel Q+ LIFU หรือ Linear Firm คืออะไร?

  • LIFU หรือ Linear Firm เป็นหัวยิงชนิดพิเศษตัวแรกของโลกที่ที่ยิงพลังงานออกมาแบบเส้น ทำให้ได้พื้นที่รักษามากกว่าแบบจุด
  • LIFU หรือ Linear Firm ปล่อยพลังงานแบบก้อนพลังงาน (Bulk heating) ให้ความร้อนในผิวสูงถึง 58 องศา คล้ายเครื่องยกกระชับกลุ่ม Radiofrequency หรือ RF (ตัวอย่างเครื่องกลุ่มนี้คือ Thermage) แต่ Ultracel Q+ สามารถกำหนดความลึกในการยิงได้
  • โดย Ultracel Q+ หัวลึกใช้ในการสลายไขมัน (Fat reduction) หัวตื้นใช้สำหรับงานผิวฟูเต่งตึง (Rejuvenation)

ยกกระชับใบหน้า
ด้วย Ultracel Q+

หลังทำเห็นผลยกกระชับเมื่อไหร่?

  • หลังทำ Ultracel Q+ เห็นผลทันทีประมาณ 10%
  • เห็นผลชัดเจนขึ้นที่ 1 เดือน เห็นผลเต็มที่ที่ 2-3 เดือน ถ้าหลัง 3 เดือนแล้วอยากให้กระชับมากขึ้น สามารถกลับมาทำซ้ำได้

ผลยกกระชับอยู่ได้นานแค่ไหน?

  ผลลัพธ์ของ Ultracel Q+ โดยปกติจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีค่ะ ขึ้นกับพลังงานที่ตั้งจำนวน shot ที่ใช้ในการยิงและการดูแลผิวหลังทำ Ultracel Q+

HIFU ตัวนี้เจ็บไหม

Hifu Ultracel เจ็บ
  • Ultracel Q+ ขณะทำเจ็บน้อยมากค่ะ ถ้าเทียบกับ HIFU ตัวอื่นๆ ที่หมอเคยใช้มา สามารถทำโดยไม่แปะยาชาได้
  • ขณะที่เครื่อง Ultracel Q+ ปล่อยพลังงานลงไปเวลายิงหัวแบบ Dot จะรู้สึกอุ่นๆ และจี้ดๆ แต่ละคนจะรู้สึกไม่เท่ากัน ประเมินจาก Pain score จาก 0-10 จะอยู่ประมาณ 1-6 ขึ้นกับความไวในการเจ็บของแต่ละคน
  • ส่วนหัวแบบ Linear Firm จะรู้สึกอุ่นสบาย ไม่เจ็บ

ขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร?

  1. ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ทำให้สะอาด
  2. ทายาชาทิ้งไว้ 45 นาที-1 ชั่วโมง
  3. เช็ดยาชาออก
  4. แพทย์ทาเจลอัลตราซาวด์ ยิง Ultracel Q+
  5. ทำความสะอาดเจล ทาครีมบำรุงและกันแดด

หลังทำ Ultracel Q+ ดูแลอย่างไร?

  Ultracel Q+ เป็นเครื่องยกกระชับผิวชนิดที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีเข็มดังนั้นหลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ สามารถแต่งหน้าได้ ออกกำลังกายได้ ไม่ต้องพักฟื้น แต่เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและผลลัพธ์ที่อยู่นานหมอแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวตามนี้ค่ะ

  1. ทาครีมบำรุงและครีมกันแดดตามปกติ ควรทาทุกวันเพราะช่วยให้ความชุ่มชื้นผิวรวมถึงปกป้องผิวจากแสงแดดและยูวีที่ทำให้ผิวแก่ก่อนวัย
  2. หากรู้สึกระบมสามารถทานยา paracetamol ได้
  3. ทายา SS ที่ได้รับไป 3-7 วัน
  4. เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่นานขึ้น ควรเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายผิวเช่นการสูบบุหรี่การดื่มแอลกอฮอล์ การพักผ่อนไม่เพียงพอ การทานน้ำน้อย

หลังทำ HIFU ตัวนี้บวมหรือไม่?

  การทำ Ultracel Q+ เกิดการบวมได้ โดยปกติจะสามารถหายบวมได้เองภายใน 1-2 อาทิตย์ ทั้งนี้การบวมจะมากหรือน้อยขึ้นกับ

  • ความแน่นกระชับของผิว ถ้าผิวนิ่มๆ หย่อนคล้อยมาก โอกาสบวมจะเกิดง่าย
  • พลังงานที่ใช้ในการยิง จำนวน shot ที่ใช้

หลังทำ HIFU ตัวนี้มีรอยเขียว ช้ำหรือไม่?

  Ultracel Q+ ปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวด์เข้าใต้ผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เพื่อช่วยยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องฉีด ไม่ทำให้เกิดรอยแดง ไม่เขียว ไม่ช้ำ ไม่มีบาดแผล มีความปลอดภัยสูงและไม่ทำร้ายผิวหนังบริเวณชั้นนอก

ยกกระชับใบหน้า
ด้วย Ultracel Q+

รีวิว Ultracel Q+

รีวิว Ultracel Q+

Ultracel Q+ เครื่องยกกระชับที่เหนือกว่า HIFU ทั่วไป Read More »

Acgen นวัตกรรมคลื่นวิทยุในการรักษาสิว

Acgen (แอกเจน) นวัตกรรมคลื่นวิทยุในการรักษาสิวเรื้อรัง สิวอักเสบ

  ปัจจุบันได้มีเครื่องมือคลื่นวิทยุ Radiofrequency (RF) ในการรักษาสิวชนิดใหม่ที่เรียกว่า Acgen (แอกเจน) ซึ่งเหมาะกับคนไข้หลายคนที่มีปัญหาสิวฮอร์โมน สิวที่คางและกรอบหน้า สิวไตอักเสบเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ไม่จบเสียที ขึ้นซ้ำขึ้นซากที่ตำแหน่งเดิมๆ การรักษาสิวเหล่านี้แต่เดิมจะใช้วิธีการทานยาไม่ว่าจะเป็นยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อรวมถึงยาลดความมันกลุ่มกรดวิตามินเอที่ทำให้ผิวแห้ง ปากแห้ง ส่งผลกระทบทุกรูขุมขนทั่วร่างกายทั้งที่มีปัญหาและไม่มีปัญหาเรื่องสิว วันนี้หมอจะมาแนะนำ Acgen (แอกเจน) นวัตกรรมเครื่องมือรักษาสิวเฉพาะรูขุมขนหรือบริเวณที่มีปัญหาสิวโดยเฉพาะ ไม่รบกวนบริเวณที่ปกติหรือไม่ต้องการให้ผิวแห้ง ทำให้ลดปริมาณและระยะเวลาในการทานยา ลดการกลับมาเป็นสิวซ้ำเพื่อให้คนไข้ไม่ต้องทนทรมานกับปัญหานี้ต่อไป

สารบัญ คลิกอ่าน

Acgen (แอกเจน) คืออะไร?

  Acgen (แอกเจน) เป็นนวัตกรรมเครื่องมือที่รักษาสิวที่ต้นตอ โดยใช้วิธีการปล่อยคลื่นวิทยุหรือ Radiofrequency (RF) ผ่านหัวเข็มพิเศษขนาดเล็ก ลงสู่ต่อมไขมันจุดที่มีปัญหาโดยตรง ทำให้ต่อมไขมันจุดนั้นฝ่อ ลดการขับน้ำมัน จบปัญหาสิวจากต้นตอ เครื่อง Acgen ผลิตมาจาก บริษัท Jeisys จากประเทศเกาหลีใต้

กลไกการเกิดสิวเป็นอย่างไร?

  ก่อนจะมาเข้าใจกลไกของ Acgen อย่างแรกต้องเข้าใจกลไกการเกิดสิวก่อนว่าเกิดจากปัจจัยหลัก 3 ปัจจัยด้วยกันคือ
  1. ต่อมไขมันทำงานมาก ทำให้ขับน้ำมันออกมามาก ส่งผลให้ผิวมัน หากมีการระบายของน้ำมันไม่ทันก็ จะเกิดการสะสมและคั่งค้างของน้ำมันในรูขุมขน
  2. ภาวะขี้ไคลบริเวณรูขุมขนหนาตัวผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นของน้ำมันที่ขับออกมา ทำให้มีการสร้างขี้ไคลออกมามากกว่าปกติออกมาปิดบริเวณรูเปิดของรูขุมขน ส่งผลให้น้ำมันขับออกมาที่ผิวหน้าไม่ได้และเกิดเป็นเม็ดสิวอุดตัน (comedone) ขึ้นที่ผิวหน้า
  3. เชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes เพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งแบคทีเรียตัวนี้จะใช้น้ำมันเป็นอาหาร และจะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยน้ำมัน ทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณสารกระตุ้นอักเสบ ส่งผลให้มีการอักเสบตามมา สิวที่เป็นสิวอุดตันจะกลายร่างเป็นสิวอักเสบขึ้นมา
กลไก สิว

  จากปัจจัยทั้ง 3 จะเห็นได้ว่าต่อมไขมันที่ทำงานมากและไขมันที่ผลิตออกมา เป็นสาเหตุที่ทำให้ปัจจัยเรื่องขี้ไคลบริเวณรูขุมขนรุนแรงขึ้นและเชื้อแบคทีเรีย C.acnes เพิ่มจำนวนมากขึ้น

โปรโมชั่น
Acgen รักษาสิวเรื้อรัง

หลักการรักษาสิวเรื้อรังของ Acgen (แอกเจน) เป็นอย่างไร?

Acgen คลื่นวิทยุ หลักการ

  การทำงานของ Acgen นั้นจะเกี่ยวข้องกับต่อมไขมันที่ทำงานมากขึ้นซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเกิดสิว ซึ่งหลักการของ Acgen (แอกเจน) นั้นจะปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุ Radiofrequency (RF) เข้าสู่ต่อมไขมันที่มีปัญหา หลังจากนั้นพลังงาน RF จะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนเข้าไปทำลายต่อมไขมันนั้น ส่งผลให้ต่อมไขมันฝ่อตัวและสร้างน้ำมันลดลง จึงเป็นการจบปัญหาสิวที่ต้นตอ
  การปล่อยคลื่นวิทยุ RF ของเครื่องแอกเจนนั้นจะปล่อยผ่านเข็มชนิดพิเศษที่หุ้มด้ามเข็มด้วยฉนวนแต่เว้นส่วนปลายเข็ม (Microinsulated needle) ทำให้สามารถปล่อยพลังงานได้เฉพาะปลายเข็มลงสู่ต่อมไขมันโดยไม่มีกระทบผิวส่วนบน จึงไม่มีสะเก็ดหลังทำ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกตำแหน่งของต่อมไขมันที่ต้องการรักษาได้ (selective) โดยไม่ไปกระทบกับต่อมไขมันปกติอื่นๆ บนผิวหน้า

Acgen (แอกเจน) เหมาะกับการรักษาสิวประเภทไหนบ้าง?

  Acgen จะมีหัวเข็มอยู่ 3 แบบ แต่ละแบบจะแก้ปัญหาสิวคนละชนิดกัน ซึ่งออกแบบมารักษาสิวได้ทุกชนิดทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวเสี้ยน หัวเข็ม รักษา สิว แต่หมอจะแนะนำมากๆ สำหรับ
  1. เคสสิวอักเสบเรื้อรัง
  2. เคสสิวที่ชอบเกิดซ้ำๆ ที่เดิม
  3. เคสสิวฮอร์โมนบริเวณรอบปาก คาง แนวกรามที่กวนใจทุกเดือน
  4. เคสที่ต้องการป้องกันการเกิดสิวในผู้เป็นสิวและเกิดแผลเป็นง่าย

การรักษาด้วยแอกเจนทำให้ผิวแห้งหรือไม่?

  คำตอบคือ “ไม่” จุดแข็งที่สำคัญของ Acgen ก็คือการรักษาเฉพาะต่อมไขมันหรือบริเวณที่มีปัญหาเท่านั้น (Selective) ซึ่งต่อมไขมันบริเวณนี้จะมีลักษณะจำเพาะนั้นคือมีการเพิ่มจำนวนเซลล์และเซลล์ที่ผลิตไขมันอ้วนเต่งตึง โดยเข็มจะปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุลงไป ทำให้ต่อมไขมันบริเวณนั้นฝ่อแห้งลงไปเป็นปกติ ซึ่งจะไม่กระทบบริเวณปกติที่ไม่มีปัญหาสิว ดังนั้นหากผู้ให้การรักษามีประสบการณ์และความรู้ที่ดีพอก็จะไม่ทำให้เกิดภาวะต่อมไขมันถูกทำลายมากเกินไปได้

จุดเด่นในการรักษาสิวด้วย Acgen คืออะไร?

  • รักษาสิวที่ต้นต่อตรงบริเวณรูขุมขนที่ทำให้เกิดสิว
  • ลดปริมาณและระยะเวลาที่ต้องทานยา
  • ไม่ทำให้ผิวแห้งเหมือนการทานยากลุ่มกรดวิตามินเอ เพราะเป็นการรักษาที่ต่อมไขมันที่มีปัญหาเท่านั้นซึ่งเป็นการรักษาที่ต้นตอ ไม่กระทบกับบริเวณอื่น
  • ไม่มีสะเก็ด ต่างจากการทำเลเซอร์เพื่อเปิดหัวสิวที่เป็นเพียงการใช้เลเซอร์เจาะเปิดหัวสิว ไม่ได้เป็นการรักษาจากต้นตอของปัญหาและยังมีสะเก็ด

โปรโมชั่น
Acgen รักษาสิวเรื้อรัง

ขั้นตอนในการทำเป็นอย่างไร

  1. ผู้ช่วยทำความสะอาดผิวด้วย Cleansing milk
  2. ทายาชาทิ้งไว้ 30-45 นาที (ในความเห็นของหมอเอง เจ็บน้อยกว่าฉีดสิว ถ้าสิวไม่เยอะ ไม่แปะยาชาหมอว่าไหวค่ะ)
  3. แพทย์เป็นคนยิง Acgen ตามจุดหรือบริเวณที่มีปัญหา

ขั้นตอนในการทำ Acgen สิวจะทำอย่างไร

  1. หลังทำทันที สิวอาจดูบวมขึ้นเล็กน้อย
  2. วันรุ่งขึ้น สิวจะดูแห้งลงประมาณ 70-80%
  3. 3 วันสิวแห้งสนิท เวลาจับที่ผิวอาจรู้สึกถึงหัวสิวที่แห้งและพร้อมผลัดออก

ทำแอกเจนแล้วต้องทานยาหรือไม่?

  ในความเห็นหมอคือขึ้นกับเคสค่ะ ถ้าเป็นรุนแรงอยากให้จบไวๆ หมอจะจ่ายยาทานร่วมด้วย แต่ข้อดีในการทำ Acgen คือลดระยะเวลาและปริมาณในการทานยาค่ะ รายละเอียดการใช้ยารักษาสิวสามารถเข้าไปดูได้ที่หน้านี้ค่ะ >>> รักษาสิวด้วยการใช้ยา

Acgen ต้องทำกี่ครั้ง?

  ทำเดือนละครั้งต่อเนื่องกัน 3-5 ครั้ง

Acgen ปลอดภัยหรือไม่?

  Acgen เป็นเครื่องมือที่มีความปลอดภัย ผ่านองค์การอาหารและยาของประเทศไทยและประเทศเกาหลี

ทำไมต้องทำ Acgen ที่มิ่งขวัญคลินิก?

acgen คลื่นวิทยุ รักษาสิว มิ่งขวัญคลินิก
  1. เพราะเราเชี่ยวชาญในการรักษาสิว เป็นคลินิกรักษาสิวครบวงจรตั้งแต่การป้องกันสิว รักษาสิวและการรักษาผลข้างเคียงจากสิวไม่ว่าจะเป็นหลุมสิว รอยดำ เรารู้ว่าต้องเลือกเคสอย่างไรให้เหมาะกับการรักษาเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  2. ทุกเคสต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย รักษา กดสิว ฉีดสิว ทำหัตถการ ติดตามอาการโดยแพทย์เท่านั้น การรักษาจะถูกวางแผนให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคน เราไม่มีระบบยาชุดที่ทุกคนที่ไปได้ยาชุดเดียวกันหมด เราออกแบบการรักษาให้จำเพาะกับคนไข้แต่ละคน
  3. เราใช้นวัตกรรมในการรักษาที่มีงานวิจัยหรือข้อมูลทางการแพทย์มารองรับ
  4. แพทย์ใส่แว่นตาขยายกำลังสูง (Loupes) ในการรักษา จึงทำให้เห็นต่อมไขมันและใช้ acgen จี้ต่อมไขมันที่มีปัญหาได้อย่างแม่นยำ
  5. ราคาสมเหตุผล จริงใจตรงไปตรงมา ไม่มีการหมกเม็ด ไม่มีพนักงานขาย
acgen แพทย์ แว่นขยาย มิ่งขวัญคลินิก
ภาพปกติ ภาพขยายจากการใส่ loupes
ตัวอย่างภาพจากการดูปกติกับผ่านแว่นขยาย loupes

รีวิวผลลัพธ์การรักษาสิวด้วย Acgen

***ผลลัพธ์ขึ้นกับแต่ละบุคคล*** ***ไม่ได้ใช้ photoshop ในการตกแต่งสิว***

ผลลัพธ์ Acgen ผลลัพธ์ Acgen

ค่าใช้จ่ายในการรักษา

  ขึ้นกับจำนวนช็อตในการใช้รักษา โดยทั่วไปสิวอักเสบขนาดใหญ่ใช้ 6 ช็อต, สิวอักเสบขนาดเล็กใช้ 2-5 ช็อตและสิวอุดตันใช้ 1-2 ช็อต
  • ไม่เกิน 50 ช็อต ราคาครั้งละ 1,500 บาท – เหมาะสำหรับสิวอักเสบเล็กน้อย
  • ไม่เกิน 100 ช็อต ราคาครั้งละ 2,000 บาท – เหมาะสำหรับสิวอักเสบเล็กน้อย-ปานกลาง
  • ไม่เกิน 200 ช็อต ราคาครั้งละ 3,000 บาท – เหมาะสำหรับสิวอักเสบเปานกลาง
  • Acgen ไม่จำกัดช็อต + ทรีทเมนท์ Acne free (มีกดสิว เลเซอร์สิวที่จำเพาะต่อต่อมไขมัน ฉายแสง blue light)
    • ค่าใช้จ่ายในการทำ Acgen ครั้งละ 8,900 บาท
    • คอร์ส 3 ครั้ง ราคา 22,900 บาท
    • คอร์ส 5 ครั้ง ราคา 29,900 บาท
    • ใช้เวลาในการทำ 2 ชั่วโมง (ทายาชา 1 ชั่วโมง + ทำหัตถการ 1 ชั่วโมง)
  • ที่มิ่งขวัญคลินิก แพทย์เป็นผู้ทำเท่านั้น

Acgen นวัตกรรมคลื่นวิทยุในการรักษาสิว Read More »

คีลอยด์เกิดจากอะไร เข้าคลินิกแล้วจะรักษายังไงบ้าง

คีลอยด์เกิดจากอะไร เข้าคลินิกแล้วจะรักษายังไงบ้าง

  คีลอยด์จัดเป็นแผลเป็นประเภทนึงที่มีขนาดใหญ่และสร้างความไม่สบายใจ(และสบายตา)เป็นอย่างมาก และคำถามที่หมอเจอบ่อยมากในคลินิกก็คือจะรู้ได้อย่างไรว่าแผลเป็นนี้เป็นแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ แล้วมันเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาอย่างไรกันบ้าง เรามาดูรายละเอียดกันค่ะ

รักษา คีลอยด์

เคสรีวิวรักษาคีลอยด์/แผลเป็นนูน
ด้วยเลเซอร์และยา ลด 50%

คีลอยด์ (Keloids) คืออะไร?

  แผลเป็นนูนที่เกิดจากการซ่อมแซมอย่างผิดปกติทำให้มีขนาดใหญ่นูนกว่ารอยแผลเดิมกว่า อาจเกิดภายหลังเกิดหลังเกิดแผลทันทีหรืออาจเกิดเมื่อแผลหายดีแล้ว

คีลอยด์มีลักษณะอย่างไร?

  • ก้อนแผลเป็นนูนอาจเป็นก้อนหรือเป็นขีดหนาตามลักษณะของแผลเดิม ขยายขนาดได้เรื่อยๆ
  • มีสีแดง น้ำตาลหรือม่วงเข้ม
  • เวลาจับจะแข็งๆแน่นๆคล้ายยางลบ
  • โดยจะมีขนาดใหญ่กว่ารอยแผลเดิมมาก
  • อาจมีอาการคัน เจ็บๆ แสบๆ ร่วมด้วย

คีลอยด์เกิดตำแหน่งไหน?

  สามารถเกิดได้ทุกตำแหน่งที่เกิดการบาดเจ็บของผิว ไม่ว่าจะเป็นการเจาะหู รอยเกา รอยถลอก รอยแผลสิว รอยผ่าตัด แผลอีสุกอีใส

ทำไมถึงเกิดคีลอยด์?

  • เชื่อว่าเกิดจากกรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่เป็น ลูกมีโอกาสเป็น
  • จากการศึกษาพบว่าเกิดในคนที่ผิวเข้มมากกว่าคนผิวขาว โดยคนแอฟริกา คนเอเชีย คนลาตินพบว่าเกิดคีลอยด์มากกว่าฝรั่งขาวหรือคอเคเซียน

คีลอยด์อันตรายหรือไม่?

  ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ปกติเราจะรักษาด้วยสาเหตุเรื่องของความสวยงามหรือมีอาการเจ็บแสบคัน

จะรู้ได้อย่างไรว่า เราเป็นแผลคีลอยด์ได้ง่ายหรือไม่?

  • ดูจากแผลปลูกฝี BCG ตอนทารกที่ต้นแขน
  • ประวัติคนในครอบครัว มีคีลอยด์ง่าย

เราสามารถป้องกันการเกิดคีลอยด์ได้อย่างไร?

  • ผู้ที่เกิดคีลอยด์ง่าย ควรระวังการเกิดแผลเพราะมีโอกาสที่แม้แต่การเจาะหูก็อาจได้ตุ้มหูคีลอยด์แถมมา
  • ใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้หลังจากเกิดแผล แต่ผลที่ได้ก็ไม่แน่นอน

คีลอยด์หายเองได้หรือไม่?

  คีลอยด์ไม่สามารถยุบลงเองได้ ต้องทำการรักษา

คลินิก รักษา คีลอยด์

เคสรีวิวรักษาคีลอยด์/แผลเป็นนูน
ด้วยเลเซอร์และยา ลด 50%

คีลอยด์รักษาอย่างไร?

  การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับขนาดและตำแหน่งเช่นการฉีดยาให้คีลอยด์ยุบ การใช้เลเซอร์หรือความเย็นจี้ออก การใช้เลเซอร์ลดความแดง การผ่าตัดเอาก้อนคีลอยด์ออก การใช้แผ่นแปะกดก้อนคีลอยด์ไว้ แต่ไม่ว่าเป็นการรักษาแบบไหนก็มีโอกาสที่คีลอยด์จะกลับมาเป็นซ้ำ หลังรักษาตัวหมอเองจะแนะนำให้คนไข้ใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้เสมอ

การฉีดยารักษาคีลอยด์ทำอย่างไร? ต้องทำกี่ครั้ง?

  ตัวยาที่ใช้หลักในการฉีดคือคอร์ติโคสเตียรอยด์ เป็นการรักษาตามมาตรฐานที่ปลอดภัยและไม่เจ็บมาก โดยแพทย์จะเป็นผู้ฉีดตัวยาเข้าไปในก้อนคีลอยด์ ทำเดือนละ 1 ครั้งต่อเนื่องไปเรื่อยจนกระทั่งคนไข้พอใจ

การผ่าคีลอยด์ออกทำอย่างไร? เจ็บแต่จบหรือไม่?

  คือการตัดก้อนคีลอยด์ออกแล้วเย็บขอบแผลมาชนกัน เป็นหนึ่งในวิธีรักษาคีลอยด์ แต่ก็ถือว่ามีความเสี่ยงเพราะการผ่าตัดก็ทำให้ผิวเกิดการบาดเจ็บ มีโอกาสที่คีลอยด์จะกลับมาเป็นซ้ำ ดังนั้นหลังทำแพทย์จะใช้วิธีอื่นร่วมด้วยเช่นการฉีดยาหรือการกดด้วยแผ่นซิลิโคน

คีลอยด์เมื่อรักษาแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่?

  คีลอยด์ถือเป็นโรคที่รักษายาก เมื่อรักษาไปแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำถึง 50%

แผลนูนทุกชนิดคือคีลอยด์หรือไม่?

ไม่ใช่ แผลเป็นนูนจะมีอยู่ 2 ชนิดคือ
  1. แผลเป็นนูนเกิน (Hypertrophic scar)
  2. คีลอยด์ (Keloid)
แผลเป็นนูน คีลอยด์ เกิดจาก

แผลนูนเกิน (Hypertrophic scar) ต่างจากแผลคีลอยด์ (Keloid)อย่างไร?

ความต่างคือ
  • แผลนูนเกิน เกิดได้กับทุกคน มักเกิดในบริเวณที่มีความตึงมาก ขนาดไม่ใหญ่กว่าแผลเดิม สูงไม่เกิน 4 มิลลิเมตร แผลมีสีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน หายเองได้ภายใน 6 เดือนถึง 3 ปี
  • แผลคีลอยด์มีกรรมพันธุ์มาเกี่ยวข้อง เกิดได้ทุกที่ที่ผิวบาดเจ็บ ขนาดใหญ่กว่าแผลเดิมมาก ขยายขนาดได้เรื่อยๆ ก้อนแข็งคล้ายยางลบ มีสีแดง น้ำตาลหรือม่วง ไม่หายเอง

รักษาคีลอยด์
ที่มิ่งขวัญคลินิก

คีลอยด์เกิดจากอะไร เข้าคลินิกแล้วจะรักษายังไงบ้าง Read More »

หลุมสิว รู้จักวิธีป้องกันและรักษาก่อนเข้าคลินิกกัน

หลุมสิว รู้จักวิธีป้องกันและรักษาก่อนเข้าคลินิกกัน

  หลุมสิว หน้าปรุเป็นปัญหาน่าหนักใจ รักษายาก ไหนจะต้องทำเข้าคลินิกเพื่อเลเซอร์แถมต้องใช้เวลารักษานานอีก ทำให้ผู้มีปัญหาหมดความมั่นใจไปมาก บทความนี้หมอเขียนขึ้นมาเพื่อให้คนไข้เข้าใจว่าหลุมสิวคืออะไร เกิดได้อย่างไร มีกี่ประเภท ป้องกันและรักษาอย่างไรค่ะ

หน้ามันเกิดจากสาเหตุอะไร?

  เป็นรอยแผลเป็นชนิดหนึ่งที่เกิดการบุ๋มลงไปของผิว ทำให้ผิวเป็นรู ดูปรุ ไม่เรียบเนียน

หลุมสิวเกิดจากอะไร?

  • เกิดจากการอักเสบของผิว ทำให้เกิดการทำลายของผิวตั้งแต่ผิวด้านบนถึงไขมันใต้ผิว เมื่อมีการซ่อมแซมจนแผลสมานหายดีแล้ว ไม่สามารถเติมเต็มเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายได้ ทำให้ผิวบุ๋มลงไป รวมถึงยังกระตุ้นให้มีการสร้างผังผืดมายึดใต้ผิว ดึงหลุมสิวให้ลึกลงไปอีก
  • ความลึกและขนาดขึ้นกับความรุนแรงของการอักเสบ

หลุมสิวมีกี่ประเภท?

  แบ่งได้ 3 ชนิดคือ หลุมแบบคลื่น หลุมกล่อง หลุมจิก

หลุมสิว สาเหตุ ประเภท
  1. หลุมคลื่น (Rolling scar) ลักษณะคล้ายคลื่น ขอบหลุมไม่คม โค้งคล้ายกระทะ(ขนาดประมาณ4-5 มิลลิเมตร) เกิดจากการที่แผลมีผังผืดมาดึงรั้ง
  2. หลุมกล่อง (Boxcar scar) ลักษณะคล้ายกล่อง ปากกว้าง(ขนาดประมาณ 1.5-4 มิลลิเมตร) ก้นแผลกว้าง ขอบหลุมจะคมชัด เป็นแผลที่เกิดในอีสุกอีใสหรือสิว
  3. หลุมจิก( Ice pick scar) ลักษณะเป็นหลุมปากแคบ(ไม่เกิน 2 มิลลิเมตร) ก้นแผลแหลม คล้ายรูปกรวย มีการทำลายไปถึงชั้นหนังแท้ เป็นชนิดที่ลึกสุดและรักษายากสุด

ดูรูปรีวิว
รักษาหลุมสิวเพิ่มเติม

สิวแบบไหนทำให้เกิดหลุมสิว?

  • สิวที่มีการอักเสบทุกชนิดทำให้เกิดหลุมสิวได้ เช่น
    • สิวอักเสบตุ่มแดง (Papule acne) สิวอักเสบขนาดเล็ก มีการแดงรอบรูขุมขน ยังไม่เป็นก้อนหรือไต
    • สิวหัวหนอง (Pustule acne) สิวที่เป็นตุ่มหนอง
    • สิวเป็นไตๆ (Nodule acne) สิวที่จับแล้วเป็นไตๆ แข็ง
    • สิวหัวช้าง (Cystic acne) จับแล้วนิ่มๆ ถ้าเจาะจะเป็นหนองปนเลือด
  • ยิ่งความรุนแรงมาก เป็นหนองมาก ยิ่งมีโอกาสเกิดหลุมรุนแรง

กลไกที่ทำให้สิวอักเสบคืออะไร?

สิว สาเหตุ กลไก
  • เริ่มจากต่อมไขมันขับน้ำมันออกมา หากมีการขับหรือระบายน้ำมันไม่ทัน จะเกิดการค้างหรือสะสมน้ำมันในรูขุมขน
  • น้ำมันที่ผลิตออกมาออกมายังกระตุ้นให้เซลล์บริเวณรูเปิดรูขุมขนสร้างขี้ไคลมากกว่าปกติ ทำให้รูขุมขนถูกปิด ส่งผลให้เกิดการสะสมน้ำมันในรูขุมขนมากขึ้นกว่าเดิม
  • เมื่อเกิดการปิดของรูขุมขน จะเกิดภาวะไร้ออกซิเจน ทำให้เชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes เพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องจาก Cutibacterium acnes เป็นแบคทีเรียที่ไม่ต้องการออกซิเจนหรือanaerobes แบคทีเรียตัวนี้จะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสลายไขมัน เพิ่มปริมาณสารกระตุ้นอักเสบ ส่งผลให้มีการอักเสบตามมา
  • การอักเสบเป็นกลไกที่ร่างกายพยายามทำลายสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรค โดยเม็ดเลือดขาวหลายชนิดจะพยายามมาล้อมหัวสิวไว้ แล้วปล่อยเอมไซม์เพื่อย่อย และกินหัวสิว เอนไซม์ที่ปล่อยออกมานอกจากช่วยกำจัดหัวสิวและเชื้อแบคทีเรียแล้ว ยังทำลายผิวส่วนที่ดีด้วย ทำให้เกิดหลุมสิวตามมาได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าสิวอักเสบหรือไม่?

  ดูง่ายๆ คือ มีอาการปวด บวม แดง ร้อน เป็นหนอง

สิวไม่อักเสบเช่นสิวหัวดำ สิวหัวขาวไม่ทำให้เกิดหลุมใช่หรือไม่?

  ใช่ ถ้าสิวไม่อักเสบจะไม่ทำให้เกิดหลุมสิว

เราจะป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว หน้าปรุได้อย่างไร?

  • เริ่มตั้งแต่วัยรุ่น ให้รีบรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มเป็นสิว ไม่ควรปล่อยให้สิวเรื้อรัง เป็นความเข้าใจที่ผิดที่มองว่าสิวในวัยรุ่นเป็นเรื่องเล็ก เดี๋ยวโตขึ้นก็ดีเองเพราะปัญหาสิว หลุมสิวเป็นปัญหาที่ส่งผลถึงความมั่นใจระยะยาว
  • ไม่ควรจิก แกะ บีบสิวเอง
    • การจิก แกะ บีบสิวเองอย่างไม่ถูกวิธี ถ้าสิวออกไม่หมดจะทำให้ปัญหาสิวลุกลามยิ่งขึ้น จากสิวไม่อักเสบกลายเป็นอักเสบกินเนื้อ
  • ถ้าเป็นผู้มีปัญหาสิวเรื้อรัง เมื่อรักษาสิวหายแล้ว ควรทายาสิวต่อเนื่องเพื่อป้องกันและผลัดหัวสิวออกลดโอกาสการเกิดสิวอักเสบ
  • ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพผิว ไม่เอาหน้าเป็นที่ลองเครื่องสำอางตามกระแส
รักษา แผลเป็นบุ๋ม แผลหลุม

หากเกิดหลุมสิวแล้ว รักษาอย่างไร?

  1. การทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอล วิตามินซีซึ่งมีงานวิจัยว่าช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
  2. การใช้ยาทา Tretinoin ที่มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและผลัดเซลล์ผิว รวมถึงยังช่วยรักษาสิว
  3. การลอกผิวด้วยกรดหรือการแต้มกรด เป็นการผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดเข้มข้น ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  4. การทำเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุเพื่อปลูกผิวใหม่
    • ปัจจุบันจะใช้หลักการ Fractional เป็นการลอกผิวส่วนที่ต้องการรักษาออกเพียง 10-25% โดยใช้เลเซอร์หรือคลื่นวิทยุ โดยจะมีพื้นที่ลอกจะสลับกับผิวที่ไม่ถูกลอก ซึ่งจะต่างจากการลอกแบบ conventional ที่ลอกผิวออกทั้งหมด
    • ข้อดีของระบบ Fractional คือผิวที่ไม่ถูกลอกจะช่วยกระตุ้นให้การซ่อมแผลไวขึ้น ลดระยะพักหน้า ลดผลข้างเคียงเรื่องภาวะดำหรือด่างหลังเลเซอร์
  5. การทำ Micro-needling หรือการกระตุ้นรูขุมขนด้วยเข็ม เป็นการทำให้ผิวเกิดรูเล็กๆ ทั่วบริเวณรักษา เมื่อผิวเกิดแผลก็จะทำให้เกิดการซ่อมแซมผิวตามมา จะช่วยให้หลุมสิวดูตื้น ผิวเรียบเนียนขึ้น
  6. การฉีดสารเติมเต็มใต้ผิว เป็นการเติมสารที่ช่วยเติม volume ส่วนที่หายไปให้เต็มได้แก่ ไฮยาลูโลนิกเอซิด, ไขมัน
  7. การตัดผังผืดใต้ผิว (Subcision) เป็นการตัดผังผืดที่ดึงรั้งผิวออก ทำให้แผลยกตัวได้ดีขึ้น โดยใช้เข็มในการกวาดหรือตัดผังผืดหรือใช้ลมที่อัดความเร็วแรงในการตัด แต่วิธีตัดมาตรฐานคือการตัดด้วยเข็ม Nakor ซึ่งเป็นเข็มชนิดพิเศษที่ออกแบบมาพิเศษให้ตัดผังผืดโดยเฉพาะ
  8. การผ่าตัดแผลเป็นออก

การรักษาหลุมสิวต้องทำกี่ครั้ง?

  ขึ้นกับความรุนแรงและความพอใจของคนไข้

รักษาหลุมทุกชั้นผิว
เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

ที่มิ่งขวัญคลินิกเรารักษาหลุมสิวด้วยวิธีใด?

รักษาด้วยการ Combined technique เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพราะปัญหาหลุมสิวเกิดได้จากผิวทุกชั้นโดยใช้
  • Double lasers and subcisions เป็นการรักษาหลุมสิวทุกชั้นผิวโดยใช้เลเซอร์ 2 ชนิดรักษาผิวชั้นบนและการตัดพังผืดหลุมสิวด้วยเครื่องมือพิเศษ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการรักษาหลุมสิว
  • Fractional CO2 Laser ซึ่งเป็น Gold standard ในการรักษาหลุมสิว เพื่อกระตุ้นผิวด้านบนให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้รูขุมขนหลุมสิวผิวดูละเอียด เรียบเนียน
  • TCA cross เป็นการรักษาหลุมแบบจิกที่ลึกลงไปถึงผิวชั้นลึก เป็นการกระตุ้นลงไปที่ก้นของหลุมโดยตรง

หลุมสิว รู้จักวิธีป้องกันและรักษาก่อนเข้าคลินิกกัน Read More »

แผลเป็นรักษาอย่างไรดี เกิดจากอะไร และป้องกันได้ยังไง

แผลเป็นรักษาอย่างไรดี เกิดจากอะไร และป้องกันได้ยังไง

  บทความนี้หมอเขียนขึ้นเพื่ออธิบายสาเหตุของการเกิดแผลเป็น แผลเป็นมีกี่แบบ แผลนูน คีลอยด์ หลุมสิว ผิวแตกรักษาได้อย่างไร แผลเป็นป้องกันได้หรือไม่ ต้องดูแลแผลอย่างไรค่ะ

แผลเป็นเกิดจากสาเหตุอะไร?

  แผลเป็นเกิดจากกลไกการซ่อมแซมตัวเองหลังจากที่ผิวของเราบาดเจ็บ โดยผิวของเราจะซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ที่จะดึงขอบแผลเข้ามาชนกันและเติมเนื้อที่หายไป โดยปกติแล้วการซ่อมแซมของแผลไม่จำเป็นที่จะเกิดแผลเป็นทุกครั้ง อาจเกิดหรือไม่เกิดก็ได้

แผลเป็นมีกี่ชนิด? ป้องกันและรักษาอย่างไร?

สามารถแบ่งคร่าวๆ ได้ 4 ชนิด
  1. แผลเป็นชนิดนูน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 ชนิด แผลเป็นนูน คีลอยด์
    1. แผลเป็นนูนเกิน (Hypertrophic scar)
      • เกิดได้กับทุกคน แต่มักเกิดกับแผลในบริเวณที่มีความตึงมากเช่น แผ่นหลัง บ่า หน้าอก ข้อต่อหรือแผลเย็บที่มีการรั้งของแผลมาก
      • ลักษณะ: แผลเป็นนูนไม่เกิน 4 มิลลิเมตร ขนาดไม่ใหญ่กว่าแผลเดิม
      • การดำเนินโรค: ระยะแรกอาจจะมีสีแดง นูน เมื่อเวลาผ่านไปสีก็จะจางลงและอาจจะมีขนาดเล็กลงหรือเรียบไปเอง สามารถยุบได้เองภายใน 6 เดือนแรกถึง 3 ปี
      • การป้องกัน: สามารถป้องกันโดยการใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้หลังจากเกิดแผล
      • การรักษา: ฉีดตัวยาเข้าไปที่แผลให้แผลนูนยุบลง โดยจะฉีดต่อเนื่องทุกเดือนจนแผลเรียบ
    2. แผลเป็นคีลอยด์ (Keloids) (อ่านเพิ่มเติมต่อใน คีลอยด์คืออะไร-รักษาอย่างไร?)
      • อาจมีเรื่องพันธุ์กรรม เชื้อชาติมาเกี่ยวข้อง
      • เกิดหลังได้รับบาดแผลที่ผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นแผลจากการเจาะตามร่างกาย แผลไหม้ แผลจากสิว แผลผ่าตัด หรือในบ้างเคสแม้แต่แผลขีดข่วน แผลยุงกัดสามารถเกิดเป็นคีลอยด์ได้
      • ลักษณะ: แผลเป็นนูน อาจเป็นก้อน หรือขีดหนาๆ สีแดงหรือน้ำตาล เวลาจับจะแข็งๆคล้ายยางลบ ขยายขนาดเกินขอบแผลเดิมมาก อาจมีอาการคัน เจ็บๆ แสบๆ ได้
      • การดำเนินโรค: ขยายขนาดได้เรื่อยๆ ไม่หายเอง รักษายาก หลังรักษาแล้วอาจกลับมาขึ้นอีกได้ (อัตราการกลับมาขึ้นใหม่อยู่ที่ 50%)
      • การป้องกัน: สามารถป้องกันโดยการใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้หลังจากเกิดแผล แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ดีเหมือนกรณีแผลเป็นนูน
      • การรักษา: การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับขนาดและตำแหน่ง เช่นการฉีดยาให้คีลอยด์ยุบ การใช้เลเซอร์หรือความเย็นจี้ออก การผ่าตัดเอาก้อนคีลอยด์ออก แต่ไม่ว่าเป็นการรักษาแบบไหนก็มีโอกาสที่คีลอยด์จะกลับมาเป็นซ้ำ หลังรักษาตัวหมอเองจะแนะนำให้คนไข้ใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้เสมอ
    3. รักษา คีลอยด์
  2. แผลเป็นบุ๋มหรือเป็นหลุม (Atrophic scar)
    • เกิดการทำลายของผิว ไขมันใต้ผิว จะเกิดแผลเป็นชนิดหลุม ร่วมถึงอาจเกิดผังผืดมาดึงรั้งด้านล่างของแผลทำให้หลุมดูลึกขึ้น
    • สาเหตุที่ทำให้เกิดหลุมคือการอักเสบของแผลที่มีมาก เช่น สิวอักเสบ สิวหัวช้าง แผลอีสุกอีใส
    • แบ่งได้ 3 ชนิดคือ หลุมจิก หลุมกล่อง หลุมแบบคลื่น ประเภท แผลเป็นบุ๋ม แผลหลุม
      1. หลุมจิก (Ice pick scar) ลักษณะเป็นหลุมปากแคบ (ไม่เกิน 2 มิลลิเมตร) ก้นแผลแหลมคล้ายรูปกรวย มีการทำลายไปถึงชั้นหนังแท้ เป็นชนิดที่ลึกสุดและรักษายากสุด
      2. หลุมกล่อง (Boxcar scar) ลักษณะคล้ายกล่อง ปากกว้าง (ขนาดประมาณ 1.5-4 มิลลิเมตร) ก้นแผลกว้าง ขอบหลุมจะคมชัด เป็นแผลที่เกิดในอีสุกอีใสหรือสิว
      3. หลุมคลื่น (Rolling scar) ลักษณะคล้ายคลื่น ขอบหลุมไม่คม โค้งคล้ายกระทะ (ขนาดประมาณ 4-5 มิลลิเมตร) เกิดจากการที่แผลมีผังผืดมาดึงรั้ง
    • การป้องกัน:
      • ในวัยรุ่น หากเป็นสิว ควรรีบรักษา ไม่ควรปล่อยไว้เรื้อรัง เนื่องจากสิวอักเสบทุกเม็ดมีโอกาสทำให้เกิดหลุมสิว
      • ควรฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส หากติดเชื้ออีสุกอีใสแล้ว ไม่ควรแกะหรือเกาแผล
    • การรักษา:
      • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอล วิตามินซีซึ่งมีงานวิจัยว่าช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้
      • ใช้ยาทา Tretinoin
      • ลอกผิวด้วยกรด
      • การทำเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุเพื่อปลูกผิวใหม่
      • การฉีดสารเติมเต็มใต้ผิว
      • การตัดผังผืดใต้ผิว (Subcision)
      • การผ่าตัดแผลเป็นออก
  3. รักษา แผลเป็นบุ๋ม แผลหลุม
  4. รอยแตกลาย (Stretch marks) รอยแตกลาย เกิดจาก ป้องกัน รักษา
    • เกิดจาก: การฉีกขาดของผิวชั้นในจากการยืดของผิวอย่างรวดเร็ว เช่น ตั้งครรภ์, น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว, วัยรุ่นช่วงยืดตัว, ผู้ที่เล่นกล้ามหรือเกิดจากการใช้สเตอรอยด์นานๆ รวมถึงผู้มีกรรมพันธุ์ที่เกิดรอยแตกง่าย
    • ลักษณะ: รอยแตกเป็นริ้วยาวๆ มักเกิดตามบริเวณที่มีการยืดขยายอย่างรวดเร็ว
    • การดำเนินโรค: เริ่มแรกสีแดงระยะแรกรอยแตกจะเป็นสีแดงซึ่งเป็นสีของเส้นเลือดใต้ผิวหนังที่อยู่ใต้รอยฉีก และเมื่อเกิดการซ่อมแซม ก็จะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่มาทับทำให้รอยแตกลายจะเปลี่ยนเป็นสีขาวแวว และจะไม่สามารถกลับไปเป็นผิวปกติได้
    • การป้องกัน:
      • ทาครีมบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นเสมอ อาจเลือกเป็นกลุ่มน้ำมันหรือครีมเนื้อหนัก
      • ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีน
      • ควบคุมน้ำหนัก
    • การรักษา: โดยปกติจะรักษาด้วยเหตุผลเรื่องความสวยงาม การรักษาเพียงทำให้รอยแตกดีขึ้นมาก แต่ไม่สามารถทำให้ผิวบริเวณนั้นกลับมาเป็นปกติ 100%
      • การทายาหรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เช่น กรดวิตามินเอ วิตามินซี
      • การลอกผิวด้วยกรด
      • การทำเลเซอร์
      • ทำการกระชับผิวที่ยืดด้วยคลื่นวิทยุ
      • การฉีดตัวยา Mesotherapy
      • การฉีด Carboxy
      • การสักสีเข้าไปบริเวณแผลแตกลาย
  5. แผลที่มีการหดรั้งของแผล (Contracture scars) ทำให้เกิดการดึงรั้งหรือผิดรูปของอวัยวะเช่นแผลไหม้ (Burn)
    • การรักษา: มีตั้งแต่การผ่าตัดเพื่อตัดผังผืดที่รั้งออก ทำให้ข้อสามารถขยับได้ปกติ การฉีดยาให้แผลนูนยุบและนิ่มขึ้น รวมถึงการรักษาด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูให้สามารถยืดหรือเหยียดข้อนั้นให้ปกติ

ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้เกิดแผลเป็น?

  1. เหตุของการเกิดแผล เช่น แผลไฟไหม้เกิดแผลที่มีการหดรั้ง ติดไวรัสเช่นอีสุกอีใสเป็นแผลหลุมกล่องแผลผ่าตัด แผลแตกลาย
  2. ตำแหน่งและความรุนแรง เช่น บริเวณที่มีความตึงมากเช่นหน้าอก ข้อศอกชอบเกิดแผลนูน
  3. การรักษาที่ได้รับเมื่อเกิดแผลนั้น
  4. กรรมพันธุ์, เชื้อชาติ

แผลเป็นรักษาอย่างไรดี เกิดจากอะไร และป้องกันได้ยังไง Read More »

ผิวมัน สาเหตุและการรักษา

ผิวมัน สาเหตุและการรักษา

  ผิวมันอีกแล้ว กระดาษซับมันหมดเป็นกล่องก็ยังไม่หายมันสักที ปัญหาเหล่านี้หลายคนย่อมเคยเจอมาแล้วอย่างน้อยก็ช่วงวัยรุ่นหรือช่วงเรียนมหาลัย แต่ลองสังเกตกันไหมคะว่าความมันนั้นไม่ได้มันเท่ากันตลอดทุกวันหรือทุกช่วงเวลา บางวันหน้าก็มันมากแต่บางวันอาจจะตรงกันข้ามเลยซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุและแต่ละสาเหตุก็มีวิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกัน เรามาดูกันค่ะว่าจะรับมือกับปัญหาผิวมันอย่างไรดี

รักษาผิวมันด้วยอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเลเซอร์ลดหน้ามัน

หน้ามันเกิดจากสาเหตุอะไร?

  • น้ำมันหรือซีบัม(sebum) ถูกสร้างมาจากต่อมไขมัน
  • ต่อมไขมันจะอยู่รวมกับรูขุมขน โดยต่อมไขมันจะมีท่อมาเชื่อมต่อกับรูขุมขน ซีบัมจะขับออกสู่ผิวผ่านรูเปิดของรูขุมขน
  • ต่อมไขมันจะทำงาน
    • ตั้งแต่เป็นทารก ต่อมไขมันจะทำงานน้อย ผลิตน้ำมันออกมาไม่เยอะ ทำให้ถ้าเราสังเกตจะพบว่าในเด็ก ผิวจะไม่มัน ดูเนียน รูขุมขนดูแคบ ผิวละเอียด
    • เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ต่อมไขมันจะทำงานมากขึ้น 500% ซึ่งเกิดจากการหลั่งฮอร์โมนเพศ ส่งผลให้รูขุมขนดูกว้าง หน้ามัน เป็นสิว
    • เมื่ออายุมากขึ้นผิวจะมันลดลง ต่อมไขมันฝ่อและสร้างน้ำมัน

ประโยชน์ของซีบัมคืออะไร?

  • หน้าที่ของซีบัมคือสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวหนัง ช่วยเคลือบผิว ไม่ให้ผิวเสียน้ำไปง่าย
    • ถ้าผลิตน้ำมันหรือซีบัมได้น้อย ผิวจะแห้ง ผิวสูญเสียน้ำง่าย เกิดริ้วรอยง่าย ผิวระคายเคืองง่าย
    • ถ้าผลิตน้ำมันหรือซีบัมได้มาก ผิวจะมัน เกิดสิวง่าย รูขุมขนจะดูกว้าง ผิวดูหยาบ แต่เกิดริ้วรอยยากกว่าคนผิวแห้ง

รู้ได้อย่างไรว่าเรามีผิวหน้ามัน?

  1. มีปัญหารูขุมขนกว้าง
  2. ผิวมันวาว
  3. มีปัญหาสิวอักเสบ สิวอุดตันง่าย
  4. เครื่องสำอางติดไม่ทน หลุดออกง่าย
  5. หน้ามันอย่างรวดเร็วหลังจากล้างหน้า
ผิวมัน รักษา เลเซอร์
เลเซอร์ลดผิวมัน

ปัจจัยที่ทำให้ผิวมันคืออะไร?

  1. ฮอร์โมนเพศชายสูง โดยปกติเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเพศชายออก โดยฮอร์โมนเพศชายจะหลั่งทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
    • ในผู้ชาย ทำให้มีลักษณะสมชาย คือมีหนวด มีขนตามตัว ผิวมัน เสียงเปลี่ยน ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อและกระดูก
    • ในผู้หญิง ช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อและกระดูก ผิวชุ่มชื้นไม่มันมาก แต่ถ้ามีฮอร์โมนเพศชายมากเกินไปอาจส่งผลให้มีหนวด มีขนตามตัวเยอะ ผิวมันมาก เป็นสิวง่าย หัวล้าน
    • โรคหรือภาวะใดก็ตามที่มีการเพิ่มของฮอร์โมนแอนโดรเจนเช่นถุงน้ำรังไข่ Polycystic ovarian syndrome (PCOS)
  2. ความเครียด จะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่ส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น หน้ามันมากขึ้น สิวขึ้นง่าย ความเครียดในที่นี้หมอหมายถึงความเครียดทั้งทางร่างกายเช่นการพักผ่อนไม่เพียงพอ การเจ็บป่วย และความเครียดด้านจิตใจเช่นความวิตกกังวล ความโกรธ
  3. อายุ อายุมากขึ้นผิวจะมันน้อยลงเนื่องจากต่อมไขมันทำงานน้อยลงและฝ่อไป
  4. อากาศร้อนชื้น ยิ่งร้อนยิ่งชื้น ผิวจะยิ่งมันง่าย
    • ประเทศภูมิอากาศร้อนชื้นแถบเส้นศูนย์สูตร
    • การใส่แมสทำให้อากาศบริเวณที่เราใส่แมสทับ ร้อนและชื้นจากลมหายใจ ทำให้ผิวบริเวณที่ใส่แมส มันกว่าปกติและเกิดสิวง่าย
  5. กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่มีผิวมัน ลูกจะเพิ่มโอกาสผิวมัน

หน้ามันทำอย่างไรดี?

  • ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง 2 ครั้งต่อวัน เช้าและเย็น
  • ใช้กระดาษซับมันเพื่อซับความมันระหว่างวัน
  • เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพผิว
    • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ให้ใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าที่อ่อนโยน pH เป็นกรดอ่อนๆ ไม่รบกวนสมดุลผิว
    • ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ควรทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสม่ำเสมอ เพื่อให้ผิวแข็งแรง ไม่ระคายเคืองง่ายแต่เลือกผลิตภัณฑ์ที่เนื้อบางเบาไม่อุดตันง่าย เช่น พวกเซรั่ม เจลว่านหาง
    • ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและคุมความมัน เช่นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA, Niacinamide หรือวิตามิน B3
    • ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่เนื้อบางเบา oil-free หรือ water based
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง, น้ำมันที่ผ่านกรรมวิธีหรือการแปรรูป ไขมันทรานส์และไขมันพืชที่สัดส่วน omega6:omega3 สูง, ผลิตภัณฑ์จากนมวัว (อ่านต่อใน 3 กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากเป็นสิว)
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • กรณีมีปัญหาเรื่องประจำเดือนผิดปกติร่วมด้วย ควรหาสูตินารีแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
  • หากลองวิธีการดังกล่าวแล้วไม่เป็นผล อาจใช้เลเซอร์ที่จำเพาะต่อต่อมไขมันรักษาจะสามารถทำให้ผิวมันลดลงได้

รักษาผิวมันด้วยอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเลเซอร์ลดหน้ามัน

ผิวหน้ามันทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือครีมกันแดดได้หรือไม่?

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและครีมกันแดดเป็น The must ต้องทาเสมอถึงแม้มีผิวมันหรือเป็นสิวง่าย เพราะความชุ่มชื้นกับความมันเป็นคนละเรื่องกัน และแสงยูวีทำให้เกิดปัญหาผิวตามมามากมาย เพียงแต่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เนื้อบางเบา oil free เนื้อเจล เนื้อเซรั่ม หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำมันชนิดกระตุ้นสิว

ผิวมัน สาเหตุ รักษา

ผิวมัน สาเหตุและการรักษา Read More »

อาหารเสริม 5 ประเภทที่อาจช่วยเรื่องลดสิวได้

อาหารเสริม 5 ประเภทที่อาจช่วยเรื่องลดสิวได้

   เป็นสิวแล้วกินอะไรดีเพื่อให้สิวหายเร็วขึ้น ในบทความนี้จะแนะนำอาหารเสริมดีๆ ที่นอกจากจะช่วยให้สิวที่มีอยู่เดิมหายเร็วขึ้นแล้วยังจะช่วยป้องกันให้สิวเกิดขึ้นน้อยลงอีกด้วย

  อย่างไรก็ตาม อาหารเสริมที่จะพูดถึงต่อไปนี้ไม่ได้มีความสามารถในการรักษาสิวได้ดีเทียบเท่ายาหรือทรีตเมนต์ที่ใช้รักษาสิวโดยตรง ดังนั้นในคนไข้ที่เป็นสิวเยอะ รุนแรง ควรที่จะต้องปรึกษาหมอสิวก่อนทุกครั้งเพื่อหาสาเหตุของสิวและรักษาสิวให้ถูกวิธีก่อนที่จะเกิดหลุมสิวใหญ่ตามมา ซึ่งทำให้ต้องมาเสียเงินจำนวนมากในการรักษาหลุมสิว

  นอกจากจะมีอาหารเสริมที่ช่วยรักษาสิวแล้วทางมิ่งขวัญคลินิกก็มีบทความอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับคนเป็นสิวอีกด้วย สามารถกดเข้าไปอ่านได้เลยค่ะ >>> อาหาร 3 ประเภทที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่ต้องการเป็นสิว

ต้องการรักษาสิวครบวงจร
เรียนรู้คอร์สรักษาสิว Acne clear Max

โปรไบโอติก สิว

โปรไบโอติก (Probiotic)

  ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ได้พบความเชื่อมโยงระหว่างลำไส้และผิวพรรณ (Gut-Skin connection) โดยพบว่าโรคผิวหนังหลายโรค เช่น สิว ผิวแพ้ง่าย สิวหน้าแดง (Rosacea) สะเก็ดเงิน มีความสัมพันธ์กับการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการลดลงของจุลินทรีย์ดี สิ่งที่ตามมาคือจุลินทรีย์หรือเชื้อก่อโรคจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบของผนังลำไส้และเกิดรอยแยก สารพิษในลำไส้จะสามารถผ่านรอยแยกนี้เข้าสู่กระแสเลือดได้ เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ดังนั้นการทานโปรไบโอติกจะไปยับยั้งต้นเหตุดังกล่าวและช่วยลดการอักเสบลง

  ที่คลินิกเราเองได้สังเกตเห็นว่าในคนไข้บางคนที่เป็นสิวอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อได้รับประทานโปรไบโอติกก็พบว่าสิวอักเสบเกิดขึ้นน้อยลงและสามารถป้องกันสิวอักเสบในคนไข้บางคนได้สำเร็จอีกด้วย

ไฟเบอร์ สิว

ไฟเบอร์ (Fiber)

  มีชิ้นงานวิจัยที่พบว่าการรับประทานไฟเบอร์ 13 กรัม/มื้อจะช่วยทำให้สิวดีขึ้น ซึ่งที่จริงแล้วไฟเบอร์นั้นมาจากผักและผลไม้เป็นหลัก เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเราควรรับประทานผักและผลไม้ในแต่ละวันให้มาก (ขนาด สสส. ยังรณรงค์ให้เรากินผักและผลไม้ 4 ขีดต่อวันเลย) ไฟเบอร์นอกจากจะเป็นอาหารให้โปรไบโอติก (อาหารเสริมในข้อแรก) ทำให้เชื้อทำงานได้ดีขึ้นแล้วตัวไฟเบอร์เองยังช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น แก้ท้องผูก ชะลอวัย และยังป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย

โอเมก้า 3 สิว

ไขมัน Omega-3

  ไขมัน Omega-3 มักพบในอาหารจากสัตว์ทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอล ปลากระพง หรือกลุ่มอาหารจำพวกไข่ นมถั่วเหลือง ถั่วต่างๆ ซึ่งโดยหลักการ Omega-3 เป็นไขมันที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกายจึงส่งผลทางอ้อมช่วยลดการอักเสบของสิวอีกทีนึง ได้มีการศึกษาในกลุ่มทดลองที่ให้รับประทานอาหารที่มีไขมัน Omega-3 มากๆ พบว่าสามารถลดสิวหัวดำ สิวอักเสบ สิวหัวช้างได้

ต้องการรักษาสิวครบวงจร
เรียนรู้คอร์สรักษาสิว Acne clear Max

สังกะสี สิว

สังกะสี (Zinc)

  เป็นกลุ่มแร่ธาตุที่ช่วยเรื่องผิวหนังและเส้นผม สังกะสีเป็นสารที่ลดกระบวนการอักเสบและสามารถยับยั้งแบคทีเรีย Propionibacterium acnes ซึ่งเป็นเชื้อโรคก่อสิว จึงส่งผลให้เป็นสิวลดลงได้ อาหารที่มีสังกะสีมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ หอย เมล็ดธัญพืช ไข่ สำหรับคนที่อยากใช้อาหารเสริมจะแสวงหา chelated zinc มารับประทานก็ไม่ผิดอะไรเช่นกัน

เกร็ดความรู้: สังกะสีนอกจากจะช่วยเรื่องสิวแล้ว ยังสามารถช่วยเรื่องเส้นผมโดยเฉพาะในคนไข้ที่มีอาการผมร่วงจากความเครียด ภาวะผมบางจากกรรมพันธุ์ได้อีกด้วย

วิตามินเอ สิว

วิตามินเอ (Vitamin A)

  ปกติวิตามินเอเป็นวิตามินที่ใช้ในการรักษาสิวอยู่แล้ว ด้วยสรรพคุณที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวจึงทำให้สิวอุดตันลดลง ทำให้ผิวเนียนเรียบและมีฤทธิ์ป้องกันสิวได้ดีอีกด้วย แต่วิตามินเอก็ถือเป็นดาบสองคมเพราะตัววิตามินเอเองทำให้ผิวหนังแห้ง แตก ลอกได้ง่ายจึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ในสตรีมีครรภ์ก็ไม่ควรรับประทานวิตามินเอมากจนเกินไปเพราะอาจส่งผลให้การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มีความผิดปกติขึ้นมาได้

  อาหารที่มีวิตามินเอสูง ได้แก่ ไข่ ตับ น้ำมันตับปลา ผักสีเหลืองส้ม (เช่น ฟักทอง แครอท) หรือผักใบเขียว (ผักโขม คะน้า ตำลึง)

อาหารเสริม 5 ประเภทที่อาจช่วยเรื่องลดสิวได้ Read More »