<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>แผล Archives - Mingkwan Clinic</title>
	<atom:link href="https://demo.mingkwanclinic.com/category/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>คลินิก มิ่งขวัญ รักษาสิว หลุมสิว เลเซอร์</description>
	<lastBuildDate>Thu, 28 Nov 2024 05:33:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.2</generator>

<image>
	<url>https://demo.mingkwanclinic.com/wp-content/uploads/2026/02/cropped-Site-Logo-Square-32x32.jpg</url>
	<title>แผล Archives - Mingkwan Clinic</title>
	<link></link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>คีลอยด์เกิดจากอะไร เข้าคลินิกแล้วจะรักษายังไงบ้าง</title>
		<link>https://demo.mingkwanclinic.com/%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[beckmeng]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 05 Feb 2022 12:25:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[แผล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://demo.mingkwanclinic.com/?p=815</guid>

					<description><![CDATA[<p>คีลอยด์เกิดจากอะไร เข้าคลินิกแล้วจะรักษายังไงบ้าง &#038;emsp [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://demo.mingkwanclinic.com/%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/">คีลอยด์เกิดจากอะไร เข้าคลินิกแล้วจะรักษายังไงบ้าง</a> appeared first on <a href="https://demo.mingkwanclinic.com">Mingkwan Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h1>คีลอยด์เกิดจากอะไร เข้าคลินิกแล้วจะรักษายังไงบ้าง</h1>
<p>&emsp;&emsp;คีลอยด์จัดเป็นแผลเป็นประเภทนึงที่มีขนาดใหญ่และสร้างความไม่สบายใจ(และสบายตา)เป็นอย่างมาก และคำถามที่หมอเจอบ่อยมากในคลินิกก็คือจะรู้ได้อย่างไรว่าแผลเป็นนี้เป็นแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ แล้วมันเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาอย่างไรกันบ้าง เรามาดูรายละเอียดกันค่ะ
</p>

<div class="table-outer">
    <div class="table-inner">
        <p style="padding-left: 15px; font-weight: bold; font-size: 20px;">สารบัญ คลิกอ่าน</p>
        <ul class="table-ul">
            <li>
                <a href="#1">
                    <strong>คีลอยด์ (Keloids) คืออะไร?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#2">
                    <strong>คีลอยด์มีลักษณะอย่างไร?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#3">
                    <strong>คีลอยด์เกิดตำแหน่งไหน?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#4">
                    <strong>ทำไมถึงเกิดคีลอยด์?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#5">
                    <strong>คีลอยด์อันตรายหรือไม่?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#6">
                    <strong>จะรู้ได้อย่างไรว่า เราเป็นแผลคีลอยด์ได้ง่ายหรือไม่?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#7">
                    <strong>เราสามารถป้องกันการเกิดคีลอยด์ได้อย่างไร?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#8">
                    <strong>คีลอยด์หายเองได้หรือไม่?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#9">
                    <strong>คีลอยด์รักษาอย่างไร?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#10">
                    <strong>การฉีดยารักษาคีลอยด์ทำอย่างไร? ต้องทำกี่ครั้ง?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#11">
                    <strong>การผ่าคีลอยด์ออกทำอย่างไร? เจ็บแต่จบหรือไม่?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#12">
                    <strong>คีลอยด์เมื่อรักษาแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#13">
                    <strong>แผลนูนทุกชนิดคือคีลอยด์หรือไม่?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#14">
                    <strong>แผลนูนเกิน (Hypertrophic scar) ต่างจากแผลคีลอยด์ (Keloid)อย่างไร?</strong>
                </a>
            </li>
        </ul>
    </div>
    <div class="space">
    </div>
</div>

<a href="/keloid/"><img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2022/02/Keloid-bg.webp" alt="รักษา คีลอยด์" width="600" height="155" loading="lazy" class="image-blog"></a>
<div class="ad-insert">
    <div>
        <p>เคสรีวิวรักษาคีลอยด์/แผลเป็นนูน<br>ด้วยเลเซอร์และยา ลด 50%</p>
    </div>
    <button onclick="location.href='https://line.me/R/ti/p/@mingkwanclinic'" class="ad-button" type="button">ติดต่อ</button>
</div>

<div id="1"></div>
<h2>คีลอยด์ (Keloids) คืออะไร?</h2>
<p>&emsp;&emsp;แผลเป็นนูนที่เกิดจากการซ่อมแซมอย่างผิดปกติทำให้มีขนาดใหญ่นูนกว่ารอยแผลเดิมกว่า อาจเกิดภายหลังเกิดหลังเกิดแผลทันทีหรืออาจเกิดเมื่อแผลหายดีแล้ว</p>

<div id="2"></div>
<h2>คีลอยด์มีลักษณะอย่างไร?</h2>
<ul>
    <li>
        ก้อนแผลเป็นนูนอาจเป็นก้อนหรือเป็นขีดหนาตามลักษณะของแผลเดิม ขยายขนาดได้เรื่อยๆ
    </li>
    <li>
        มีสีแดง น้ำตาลหรือม่วงเข้ม
    </li>
    <li>
        เวลาจับจะแข็งๆแน่นๆคล้ายยางลบ
    </li>
    <li>
        โดยจะมีขนาดใหญ่กว่ารอยแผลเดิมมาก 
    </li>
    <li>
        อาจมีอาการคัน เจ็บๆ แสบๆ ร่วมด้วย
    </li>
</ul>

<div id="3"></div>
<h2>คีลอยด์เกิดตำแหน่งไหน?</h2>
<p>&emsp;&emsp;สามารถเกิดได้ทุกตำแหน่งที่เกิดการบาดเจ็บของผิว ไม่ว่าจะเป็นการเจาะหู รอยเกา รอยถลอก รอยแผลสิว รอยผ่าตัด แผลอีสุกอีใส</p>

<div id="4"></div>
<h2>ทำไมถึงเกิดคีลอยด์?</h2>
<ul>
    <li>
        เชื่อว่าเกิดจากกรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่เป็น ลูกมีโอกาสเป็น
    </li>
    <li>
        จากการศึกษาพบว่าเกิดในคนที่ผิวเข้มมากกว่าคนผิวขาว โดยคนแอฟริกา คนเอเชีย คนลาตินพบว่าเกิดคีลอยด์มากกว่าฝรั่งขาวหรือคอเคเซียน
    </li>
</ul>

<div id="5"></div>
<h2>คีลอยด์อันตรายหรือไม่?</h2>
<p>&emsp;&emsp;ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ปกติเราจะรักษาด้วยสาเหตุเรื่องของความสวยงามหรือมีอาการเจ็บแสบคัน</p>

<div id="6"></div>
<h2>จะรู้ได้อย่างไรว่า เราเป็นแผลคีลอยด์ได้ง่ายหรือไม่?</h2>
<ul>
    <li>
        ดูจากแผลปลูกฝี BCG ตอนทารกที่ต้นแขน
    </li>
    <li>
        ประวัติคนในครอบครัว มีคีลอยด์ง่าย
    </li>
</ul>

<div id="7"></div>
<h2>เราสามารถป้องกันการเกิดคีลอยด์ได้อย่างไร?</h2>
<ul>
    <li>
        ผู้ที่เกิดคีลอยด์ง่าย ควรระวังการเกิดแผลเพราะมีโอกาสที่แม้แต่การเจาะหูก็อาจได้ตุ้มหูคีลอยด์แถมมา 
    </li>
    <li>
        ใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้หลังจากเกิดแผล แต่ผลที่ได้ก็ไม่แน่นอน
    </li>
</ul>

<div id="8"></div>
<h2>คีลอยด์หายเองได้หรือไม่?</h2>
<p>&emsp;&emsp;คีลอยด์ไม่สามารถยุบลงเองได้ ต้องทำการรักษา</p>

<a href="/keloid/"><img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2022/02/Keloid-bg.webp" alt="คลินิก รักษา คีลอยด์" width="600" height="155" loading="lazy" class="image-blog"></a>
<div class="ad-insert">
    <div>
        <p>เคสรีวิวรักษาคีลอยด์/แผลเป็นนูน<br>ด้วยเลเซอร์และยา ลด 50%</p>
    </div>
    <button onclick="location.href='https://line.me/R/ti/p/@mingkwanclinic'" class="ad-button" type="button">ติดต่อ</button>
</div>

<div id="9"></div>
<h2>คีลอยด์รักษาอย่างไร?</h2>
<p>&emsp;&emsp;การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับขนาดและตำแหน่งเช่นการฉีดยาให้คีลอยด์ยุบ การใช้เลเซอร์หรือความเย็นจี้ออก การใช้เลเซอร์ลดความแดง การผ่าตัดเอาก้อนคีลอยด์ออก การใช้แผ่นแปะกดก้อนคีลอยด์ไว้ แต่ไม่ว่าเป็นการรักษาแบบไหนก็มีโอกาสที่คีลอยด์จะกลับมาเป็นซ้ำ หลังรักษาตัวหมอเองจะแนะนำให้คนไข้ใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้เสมอ</p>

<div id="10"></div>
<h2>การฉีดยารักษาคีลอยด์ทำอย่างไร? ต้องทำกี่ครั้ง?</h2>
<p>&emsp;&emsp;ตัวยาที่ใช้หลักในการฉีดคือคอร์ติโคสเตียรอยด์ เป็นการรักษาตามมาตรฐานที่ปลอดภัยและไม่เจ็บมาก โดยแพทย์จะเป็นผู้ฉีดตัวยาเข้าไปในก้อนคีลอยด์ ทำเดือนละ 1 ครั้งต่อเนื่องไปเรื่อยจนกระทั่งคนไข้พอใจ</p>

<div id="11"></div>
<h2>การผ่าคีลอยด์ออกทำอย่างไร? เจ็บแต่จบหรือไม่?</h2>
<p>&emsp;&emsp;คือการตัดก้อนคีลอยด์ออกแล้วเย็บขอบแผลมาชนกัน เป็นหนึ่งในวิธีรักษาคีลอยด์ แต่ก็ถือว่ามีความเสี่ยงเพราะการผ่าตัดก็ทำให้ผิวเกิดการบาดเจ็บ มีโอกาสที่คีลอยด์จะกลับมาเป็นซ้ำ ดังนั้นหลังทำแพทย์จะใช้วิธีอื่นร่วมด้วยเช่นการฉีดยาหรือการกดด้วยแผ่นซิลิโคน </p>

<div id="12"></div>
<h2>คีลอยด์เมื่อรักษาแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่?</h2>
<p>&emsp;&emsp;คีลอยด์ถือเป็นโรคที่รักษายาก เมื่อรักษาไปแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำถึง 50%</p>

<div id="13"></div>
<h2>แผลนูนทุกชนิดคือคีลอยด์หรือไม่?</h2>
<div>ไม่ใช่ แผลเป็นนูนจะมีอยู่ 2 ชนิดคือ</div>
<ol>
    <li>
        <b>แผลเป็นนูนเกิน (Hypertrophic scar)</b>
    </li>
    <li>
        <b>คีลอยด์ (Keloid)</b>
    </li>
</ol>
<img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2022/02/Scar-vs-keloid.webp" alt="แผลเป็นนูน คีลอยด์ เกิดจาก" width="600" height="800" loading="lazy" class="image-blog" style="padding-bottom: 30px;"> 

<div id="14"></div>
<h2>แผลนูนเกิน (Hypertrophic scar) ต่างจากแผลคีลอยด์ (Keloid)อย่างไร?</h2>
<div>ความต่างคือ</div>
<ul>
    <li>
        <b>แผลนูนเกิน</b> เกิดได้กับทุกคน มักเกิดในบริเวณที่มีความตึงมาก ขนาดไม่ใหญ่กว่าแผลเดิม สูงไม่เกิน 4 มิลลิเมตร แผลมีสีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน หายเองได้ภายใน 6 เดือนถึง 3 ปี
    </li>
    <li>
        <b>แผลคีลอยด์</b>มีกรรมพันธุ์มาเกี่ยวข้อง เกิดได้ทุกที่ที่ผิวบาดเจ็บ ขนาดใหญ่กว่าแผลเดิมมาก ขยายขนาดได้เรื่อยๆ ก้อนแข็งคล้ายยางลบ มีสีแดง น้ำตาลหรือม่วง ไม่หายเอง
    </li>
</ul>

<div class="ad-insert">
    <div>
        <p>รักษาคีลอยด์<br>ที่มิ่งขวัญคลินิก</p>
    </div>
    <button onclick="location.href='/keloid/'" class="ad-button" type="button">กดดูรายละเอียด</button>
</div>
<p>The post <a href="https://demo.mingkwanclinic.com/%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/">คีลอยด์เกิดจากอะไร เข้าคลินิกแล้วจะรักษายังไงบ้าง</a> appeared first on <a href="https://demo.mingkwanclinic.com">Mingkwan Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แผลเป็นรักษาอย่างไรดี เกิดจากอะไร และป้องกันได้ยังไง</title>
		<link>https://demo.mingkwanclinic.com/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[beckmeng]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Feb 2022 16:41:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[แผล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://demo.mingkwanclinic.com/?p=751</guid>

					<description><![CDATA[<p>แผลเป็นรักษาอย่างไรดี เกิดจากอะไร และป้องกันได้ยังไง    [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://demo.mingkwanclinic.com/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99/">แผลเป็นรักษาอย่างไรดี เกิดจากอะไร และป้องกันได้ยังไง</a> appeared first on <a href="https://demo.mingkwanclinic.com">Mingkwan Clinic</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h1>แผลเป็นรักษาอย่างไรดี เกิดจากอะไร และป้องกันได้ยังไง</h1>
<p>  บทความนี้หมอเขียนขึ้นเพื่ออธิบายสาเหตุของการเกิดแผลเป็น แผลเป็นมีกี่แบบ แผลนูน คีลอยด์ หลุมสิว ผิวแตกรักษาได้อย่างไร แผลเป็นป้องกันได้หรือไม่ ต้องดูแลแผลอย่างไรค่ะ</p>

<div class="table-outer" style="margin-bottom: 30px;">
    <div class="table-inner">
        <p style="padding-left: 15px; font-weight: bold; font-size: 20px;">สารบัญ คลิกอ่าน</p>
        <ul class="table-ul">
            <li>
                <a href="#1">
                    <strong>แผลเป็นเกิดจากอะไร?</strong>
                </a>
            </li>
            <li>
                <a href="#2">
                    <strong>แผลเป็นมีกี่ชนิด? ป้องกันและรักษาอย่างไร?</strong>
                </a>
                <ol>
                    <li>
                        <a href="#3">
                            <strong>แผลเป็นชนิดนูน</strong>
                        </a>
                    </li>
                    <li>
                        <a href="#4">
                            <strong>แผลเป็นบุ๋มหรือเป็นหลุม</strong>
                        </a>
                    </li>
                    <li>
                        <a href="#5">
                            <strong>รอยแตกลาย (Stretch marks)</strong>
                        </a>
                    </li>
                    <li>
                        <a href="#6">
                            <strong>แผลที่มีการหดรั้งของแผล (Contracture scars)</strong>
                        </a>
                    </li>
                </ol>
            </li>
            <li>
                <a href="#7">
                    <strong>ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้เกิดแผลเป็น?</strong>
                </a>
            </li>
        </ul>
    </div>
    <div class="space">
    </div>
</div>

<div id="1"></div>
<h2>แผลเป็นเกิดจากสาเหตุอะไร?</h2>
<p>  แผลเป็นเกิดจากกลไกการซ่อมแซมตัวเองหลังจากที่ผิวของเราบาดเจ็บ โดยผิวของเราจะซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ที่จะดึงขอบแผลเข้ามาชนกันและเติมเนื้อที่หายไป โดยปกติแล้วการซ่อมแซมของแผลไม่จำเป็นที่จะเกิดแผลเป็นทุกครั้ง อาจเกิดหรือไม่เกิดก็ได้</p>

<div id="2"></div>
<h2>แผลเป็นมีกี่ชนิด? ป้องกันและรักษาอย่างไร?</h2>
<span>สามารถแบ่งคร่าวๆ ได้ 4 ชนิด</span>
<ol>
    <li id="3">
        <b>แผลเป็นชนิดนูน</b> ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 ชนิด
        <img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2022/02/Scar-vs-keloid.webp" alt="แผลเป็นนูน คีลอยด์" loading="lazy" class="image-blog" width="600" height="400">
        <ol style="list-style-type: upper-roman;">
            <li>
                <b>แผลเป็นนูนเกิน (Hypertrophic scar)</b>
                <ul>
                    <li>
                        เกิดได้กับทุกคน แต่มักเกิดกับแผลในบริเวณที่มีความตึงมากเช่น แผ่นหลัง บ่า หน้าอก ข้อต่อหรือแผลเย็บที่มีการรั้งของแผลมาก 
                    </li>
                    <li>
                        <b>ลักษณะ:</b> แผลเป็น<b>นูนไม่เกิน 4 มิลลิเมตร ขนาดไม่ใหญ่กว่าแผลเดิม</b> 
                    </li>
                    <li>
                        <b>การดำเนินโรค:</b> ระยะแรกอาจจะมีสีแดง นูน เมื่อเวลาผ่านไปสีก็จะจางลงและอาจจะมีขนาดเล็กลงหรือเรียบไปเอง สามารถยุบได้เองภายใน 6 เดือนแรกถึง 3 ปี
                    </li>
                    <li>
                        <b>การป้องกัน:</b> สามารถป้องกันโดยการใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้หลังจากเกิดแผล
                    </li>
                    <li>
                        <b>การรักษา:</b> ฉีดตัวยาเข้าไปที่แผลให้แผลนูนยุบลง โดยจะฉีดต่อเนื่องทุกเดือนจนแผลเรียบ
                    </li>
                </ul>
            </li>
            <li>
                <b>แผลเป็นคีลอยด์ (Keloids)</b> (อ่านเพิ่มเติมต่อใน <a href="/คีลอยด์-รักษา/"><strong>คีลอยด์คืออะไร-รักษาอย่างไร?</strong></a>)
                <ul>
                    <li>
                        อาจมีเรื่อง<b>พันธุ์กรรม</b> เชื้อชาติมาเกี่ยวข้อง
                    </li>
                    <li>
                        เกิดหลังได้รับบาดแผลที่ผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นแผลจากการเจาะตามร่างกาย แผลไหม้ แผลจากสิว แผลผ่าตัด หรือในบ้างเคสแม้แต่แผลขีดข่วน แผลยุงกัดสามารถเกิดเป็นคีลอยด์ได้ 
                    </li>
                    <li>
                        <b>ลักษณะ:</b> แผลเป็นนูน อาจเป็นก้อน หรือขีดหนาๆ <b>สีแดงหรือน้ำตาล</b> เวลาจับจะแข็งๆคล้ายยางลบ <b>ขยายขนาดเกินขอบแผลเดิมมาก</b> อาจมีอาการ<b>คัน เจ็บๆ แสบๆ</b> ได้ 
                    </li>
                    <li>
                        <b>การดำเนินโรค:</b> ขยายขนาดได้เรื่อยๆ ไม่หายเอง รักษายาก หลังรักษาแล้วอาจกลับมาขึ้นอีกได้ (อัตราการกลับมาขึ้นใหม่อยู่ที่ 50%)
                    </li>
                    <li>
                        <b>การป้องกัน:</b> สามารถป้องกันโดยการใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้หลังจากเกิดแผล แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ดีเหมือนกรณีแผลเป็นนูน
                    </li>
                    <li>
                        <b>การรักษา:</b> การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับขนาดและตำแหน่ง เช่นการฉีดยาให้คีลอยด์ยุบ การใช้เลเซอร์หรือความเย็นจี้ออก การผ่าตัดเอาก้อนคีลอยด์ออก แต่ไม่ว่าเป็นการรักษาแบบไหนก็มีโอกาสที่คีลอยด์จะกลับมาเป็นซ้ำ หลังรักษาตัวหมอเองจะแนะนำให้คนไข้ใช้แผ่นซิลิโคนแปะแผลไว้เสมอ 
                    </li>
                </ul>
            </li>
            <a href="/keloid/"><img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2022/02/Keloid-bg.webp" alt="รักษา คีลอยด์" loading="lazy" class="image-blog" width="600" height="155"></a>
        </ol>
    </li>
    <li id="4">
        <b>แผลเป็นบุ๋มหรือเป็นหลุม (Atrophic scar)</b>
        <ul>
            <li>
                เกิดการทำลายของผิว ไขมันใต้ผิว จะเกิดแผลเป็นชนิดหลุม ร่วมถึงอาจเกิดผังผืดมาดึงรั้งด้านล่างของแผลทำให้หลุมดูลึกขึ้น 
            </li>
            <li>
                สาเหตุที่ทำให้เกิดหลุมคือการอักเสบของแผลที่มีมาก เช่น สิวอักเสบ สิวหัวช้าง แผลอีสุกอีใส
            </li>
            <li>
                แบ่งได้ 3 ชนิดคือ หลุมจิก หลุมกล่อง หลุมแบบคลื่น
                <img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2022/02/Atrophic-scars.webp" alt="ประเภท แผลเป็นบุ๋ม แผลหลุม" loading="lazy" class="image-blog" width="600" height="800"> 
                <ol style="list-style-type: upper-roman;">
                    <li>
                        <b>หลุมจิก (Ice pick scar)</b> ลักษณะเป็นหลุมปากแคบ (ไม่เกิน 2 มิลลิเมตร) ก้นแผลแหลมคล้ายรูปกรวย มีการทำลายไปถึงชั้นหนังแท้  เป็นชนิดที่ลึกสุดและรักษายากสุด
                    </li>
                    <li>
                        <b>หลุมกล่อง (Boxcar scar)</b> ลักษณะคล้ายกล่อง ปากกว้าง (ขนาดประมาณ 1.5-4 มิลลิเมตร) ก้นแผลกว้าง ขอบหลุมจะคมชัด เป็นแผลที่เกิดในอีสุกอีใสหรือสิว
                    </li>
                    <li>
                        <b>หลุมคลื่น (Rolling scar)</b> ลักษณะคล้ายคลื่น ขอบหลุมไม่คม โค้งคล้ายกระทะ (ขนาดประมาณ 4-5 มิลลิเมตร) เกิดจากการที่แผลมีผังผืดมาดึงรั้ง 
                    </li>
                </ol>
            </li>
            <li>
                <b>การป้องกัน:</b>
                <ul style="list-style-type: circle;">
                    <li>
                        ในวัยรุ่น หากเป็นสิว ควรรีบรักษา ไม่ควรปล่อยไว้เรื้อรัง เนื่องจากสิวอักเสบทุกเม็ดมีโอกาสทำให้เกิดหลุมสิว
                    </li>
                    <li>
                        ควรฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส หากติดเชื้ออีสุกอีใสแล้ว ไม่ควรแกะหรือเกาแผล
                    </li>
                </ul>
            </li>
            <li>
                <b>การรักษา:</b>
                <ul style="list-style-type: circle;">
                    <li>
                        ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอล วิตามินซีซึ่งมีงานวิจัยว่าช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้
                    </li>
                    <li>
                        ใช้ยาทา Tretinoin
                    </li>
                    <li>
                        ลอกผิวด้วยกรด
                    </li>
                    <li>
                        การทำเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุเพื่อปลูกผิวใหม่
                    </li>
                    <li>
                        การฉีดสารเติมเต็มใต้ผิว
                    </li>
                    <li>
                        การตัดผังผืดใต้ผิว (Subcision)
                    </li>
                    <li>
                        การผ่าตัดแผลเป็นออก
                    </li>
                </ul>
            </li>
        </ul>
    </li>
    <a href="/acne-scar-program/"><img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2022/02/Smooth-skin-bg.webp" alt="รักษา แผลเป็นบุ๋ม แผลหลุม" loading="lazy" class="image-blog" width="600" height="155"></a>
    <li id="5">
        <b>รอยแตกลาย (Stretch marks)</b>
        <img decoding="async" src="/wp-content/uploads/2022/02/Stretch-marks.webp" alt="รอยแตกลาย เกิดจาก ป้องกัน รักษา" loading="lazy" class="image-blog" width="600" height="388">
        <ul>
            <li>
                <b>เกิดจาก:</b> การฉีกขาดของผิวชั้นในจากการยืดของผิวอย่างรวดเร็ว เช่น ตั้งครรภ์, น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว, วัยรุ่นช่วงยืดตัว, ผู้ที่เล่นกล้ามหรือเกิดจากการใช้สเตอรอยด์นานๆ รวมถึงผู้มีกรรมพันธุ์ที่เกิดรอยแตกง่าย
            </li>
            <li>
                <b>ลักษณะ:</b> รอยแตกเป็นริ้วยาวๆ มักเกิดตามบริเวณที่มีการยืดขยายอย่างรวดเร็ว 
            </li>
            <li>
                <b>การดำเนินโรค:</b> เริ่มแรกสีแดงระยะแรกรอยแตกจะเป็นสีแดงซึ่งเป็นสีของเส้นเลือดใต้ผิวหนังที่อยู่ใต้รอยฉีก และเมื่อเกิดการซ่อมแซม ก็จะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่มาทับทำให้รอยแตกลายจะเปลี่ยนเป็นสีขาวแวว และจะไม่สามารถกลับไปเป็นผิวปกติได้
            </li>
            <li>
                <b>การป้องกัน:</b> 
                <ul style="list-style-type: circle;">
                    <li>
                        ทาครีมบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นเสมอ อาจเลือกเป็นกลุ่มน้ำมันหรือครีมเนื้อหนัก
                    </li>
                    <li>
                        ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีน
                    </li>
                    <li>
                        ควบคุมน้ำหนัก
                    </li>
                </ul>
            </li>
            <li>
                <b>การรักษา:</b> โดยปกติจะรักษาด้วยเหตุผลเรื่องความสวยงาม การรักษาเพียงทำให้รอยแตกดีขึ้นมาก แต่ไม่สามารถทำให้ผิวบริเวณนั้นกลับมาเป็นปกติ 100% 
                <ul style="list-style-type: circle;">
                    <li>
                        การทายาหรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เช่น กรดวิตามินเอ วิตามินซี
                    </li>
                    <li>
                        การลอกผิวด้วยกรด
                    </li>
                    <li>
                        การทำเลเซอร์
                    </li>
                    <li>
                        ทำการกระชับผิวที่ยืดด้วยคลื่นวิทยุ
                    </li>
                    <li>
                        การฉีดตัวยา Mesotherapy
                    </li>
                    <li>
                        การฉีด Carboxy 
                    </li>
                    <li>
                        การสักสีเข้าไปบริเวณแผลแตกลาย
                    </li>
                </ul>
            </li>
        </ul>
    </li>
    <li id="6" style="margin-top: 20px;">
        <b>แผลที่มีการหดรั้งของแผล (Contracture scars)</b> ทำให้เกิดการดึงรั้งหรือผิดรูปของอวัยวะเช่นแผลไหม้ (Burn)
        <ul>
            <li>
                <b>การรักษา:</b> มีตั้งแต่การผ่าตัดเพื่อตัดผังผืดที่รั้งออก ทำให้ข้อสามารถขยับได้ปกติ การฉีดยาให้แผลนูนยุบและนิ่มขึ้น รวมถึงการรักษาด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูให้สามารถยืดหรือเหยียดข้อนั้นให้ปกติ
            </li>
        </ul>
    </li>
</ol>

<div id="7"></div>
<h2>ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้เกิดแผลเป็น?</h2>
<ol>
    <li>
        เหตุของการเกิดแผล เช่น แผลไฟไหม้เกิดแผลที่มีการหดรั้ง ติดไวรัสเช่นอีสุกอีใสเป็นแผลหลุมกล่องแผลผ่าตัด แผลแตกลาย
    </li>
    <li>
        ตำแหน่งและความรุนแรง เช่น บริเวณที่มีความตึงมากเช่นหน้าอก ข้อศอกชอบเกิดแผลนูน
    </li>
    <li>
        การรักษาที่ได้รับเมื่อเกิดแผลนั้น 
    </li>
    <li>
        กรรมพันธุ์, เชื้อชาติ
    </li>
</ol>
<p>The post <a href="https://demo.mingkwanclinic.com/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99/">แผลเป็นรักษาอย่างไรดี เกิดจากอะไร และป้องกันได้ยังไง</a> appeared first on <a href="https://demo.mingkwanclinic.com">Mingkwan Clinic</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
